เปิดโลกเศรษฐีดูไบดินแดนขุมทรัพย์กลางทะเลทราย เสน่ห์อาหรับแหล่งโอเอซิสสุดหรูแถบอ่าวเปอร์เซีย สีสันของตึกสูงระฟ้าเมืองล้ำสมัยแห่งตะวันออกกลาง ศูนย์รวมความเป็นที่สุดแห่งดินแดนฟ้าจรดทราย

ข้อมูลทั่วไป

General Information

ดูไบ เป็นรัฐเศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab emirates) หรือยูเออี ประกอบด้วยรัฐต่างๆ 7 รัฐ ได้แก่ อาบูดาบี ดูไบ ชาร์จาห์ อัจมาน ราสอัลไคมาห์ ฟูไจราห์ และอูมอัลไคเวน ล้วนตั้งอยู่ริมทะเล เป็นแหล่งขนถ่าย และส่งต่อสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

ประวัติเมืองดูไบ

The History of DUBAI

ในปีค.ศ.1833

ชนเผ่า Bani Yas Tribe ประมาณ 800 คน นำโดยตระกูล Maktoum ซึ่งยังปกครองประเทศอยู่ในปัจจุบันได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งบริเวณปากอ่าวเปอร์เซียซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นท่าเรือที่อุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ ดูไบกลายเป็นศูนย์กลางของการค้าทางทะเลรวมทั้งการทำประมง และการทำฟาร์มไข่มุก

หลังจากนั้นในปีศตวรรษที่ 20 ดูไบก็กลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งเป็นศูนย์กลางการค้า และการส่งออกที่สำคัญ โดย มีซุก (ชื่อเรียกของตลาดบริเวณตะวันออกกลาง) ขนาดใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า เดียรา (Diera Diera )

ปีค.ศ.1966

Saeed bin Maktoum Rashid Al หนึ่งในเชื้อพระวงศ์สาคัญของดูไบต้องหากลยุทธ์ในการขับเคลื่อนประเทศใหม่ นามาสู่การเริ่มพัฒนาเป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าตลอดจนเริ่มค้นพบน้ามันในปี ค.ศ.1966นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของดูไบยุคใหม่กับการสร้างความมั่งคั่งให้เมืองนี้ในทุกวันนี้นั่นเอง

ปีค.ศ.1971

การค้าขายในดูไบประสบความสำเร็จมาก แต่ขณะที่การค้าขายเจริญมากขึ้นฐานะทางการปกครองของดูไบก็ยังคงเป็นแค่รัฐในอารักขาของอาณานิคมอังกฤษซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งบนพื้นที่ทางตอนเหนือของชายฝั่งของคาบสมุทรอาระเบียดังนั้นภายหลังจากที่อังกฤษได้ถอนตัวออกจากการปกครอง ปีค.ศ.1971 ดูไบ พร้อมด้วยอีกหลายรัฐ ได้ร่วมกันก่อตั้งประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ประชากร

ประมาณ 4,500,000 คน เป็นชาวต่างชาติประมาณ 75% ชาวพื้นเมือง 25% ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ เป็นผู้ประกอบการ และแรงงานจากอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน สหราชอาณาจักร ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จีน เนปาล และ กลุ่มประเทศอาหรับ ด้วย (คนไทยในเอยูอีมีประมาณ 3,500 คน)

เมืองหลวง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีเมืองหลวงคือ กรุงอาบูดาบี (ส่วนเมืองดูไบเป็นศูนย์กลางธุรกิจ และการค้า)

ภาษาราชการ

ใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ มีการใช้ภาษาอังกฤษในภาคธุรกิจอย่างกว้างขวาง

สกุลเงิน

ดีแรห์มหรือเดอร์แฮม (Dirham / Dh / AED) อัตราแลกเปลี่ยน 1 AED = 8.7947บาท ( ณ วันที่ 23พฤษภาคม 2561 )

ภูมิอากาศ

มี 2 ฤดูคือ

ฤดูร้อน

เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกันยายน ซึ่งอากาศจะร้อนจัดและมีความชื้นสูง อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 32-48 องศาเซลเซียส

ฤดูหนาว

เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน อุหณภูมิเฉลี่ยประมาณ 15-30 องศาเซลเซียส

วันชาติ

วันที่ 2 ธันวาคมของทุกปี ซึงงทุกรัฐได้จัดให้มีการเฉลิมฉลองงานวันชาติของประเทศตั้งแต่วันที่ 2-10ธันวาคมโดยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ

การปกครอง

ยูเออี (UAE – United Arab Emirates) เป็นสหพันธรัฐ (Federation) ประกอบด้วย 7 รัฐ อำนาจการปกครองสูงสุดอยู่ที่ สภาสูงสุด (Federal Supreme Council) มีสมาชิกประกอบด้วยเจ้าผู้ครองรัฐทั้ง 7รัฐ สภานี้จะเป็นผู้เลือกประธานาธิบดี จะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (Federal Council of Ministers)

ซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารขึ้นตรงต่อสภาสูงสุด การปกครองมีลักษณะเป็นราชาธิปไตยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขชื่อ Sheik Khalifa bin Zayed Al Nahyan เจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบี และมีนายกรัฐมนตรีชื่อ Sheik Mdubaitoum Bin Rashid Al Mdubaitoum เจ้าผู้ครองรัฐดูไบ

เศรษฐกิจ

รายได้หลักของยูเออีขึ้นอยู่กับน้ำมัน และ ก๊าซ ธรรมชาติเป็นหลักเป็นประเทศที่ร่ำรวยมากไม่มีหนี้สินต่างประเทศทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมีถึง 140 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวปีละประมาณ 19,728 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากการพัฒนาประเทศในช่วงที่่ผ่านมายูเออีสามารถเพิ่มรายได้ที่ได้มาจากภาคตลาดที่ไม่ใช่น้ำมันอย่างรวดเร็ว เช่น การท่องเที่ยว การอุตสาหกรรม การก่อสร้าง การเงิน และการธนาคาร

นอกจากนี้ยังส่งเสริมเขตการค้าและอุตสาหกรรมเสรีในรัฐต่างๆ ทำให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในด้านการท่าเรือ คลังสินค้า การกลั่นน้ำมัน และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

Current Local Time in

Dubai

United Arab Emirates

10:30:55

เวลา

ช้ากว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง

เวลาราชการ

วันอาทิตย์-วันพฤหัสบดี 7.30-14.30น.

ธนาคาร

วันเสาร์-วันพุธ 8.00-15.00น.
วันพฤหัสบดี 8.00-12.00น.

วันศุกร์

เป็นวันหยุดราชการของยูเออี
สาหรับวันศุกร์ เป็นวันสาคัญทางศาสนาอิสลาม

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

Attractions

1. หมู่เกาะต้นปาล์ม (The Palm Islands)

หมู่เกาะต้นปาล์ม เป็นโครงการก่อสร้างเกาะจำลองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บริเวณอ่าวเปอร์เซีย รัฐดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยแต่ละเกาะจะมีลักษณะรูปร่างเหมือนต้นปาล์ม และล้อมรอบด้วยเสี้ยววงกลม พื้นที่จะมีการจัดสรรเป็นที่อยู่อาศัยและรีสอร์ท การพัฒนานี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศในโครงการจะมีการสร้างทั้งหมด 3 เกาะได้แก่ ปาล์มจูไมราห์ (Jumeirah), ปาล์มเดียรา (Deira) และ ปาล์มเจเบล อาลี (Jebel Ali) ทั้งหมดนั้นคือวิสัยทัศน์ของ ชีกห์ โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มาคทูม (Shiekh Mohammed bin Rashid Al Maktoum) เจ้าผู้ปกครองเมืองดูไบ นายกรัฐมนตรี และรองประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐอาหรับเอมิเรตส์

และบนเกาะเทียมแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูสุดอลังการที่ส่วนของยอดต้นปาล์มคือ "โรงแรมแอตแลนติส ปาล์ม จูไมราห์" (Atlantis Hotel Palm Jumeirah) แค่เห็นตัวโรงแรมก็ดูอลังการด้วยสถาปัตยกรรมแบบมหานครแอตแลนติสโบราณในตำนาน ภายในมีร้านอาหารและบาร์หลายต่อหลายร้าน มีAquarium Lost Chambers อควาเรี่ยมขนาดใหญ่มากมายด้วยพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิด และยังมี Aquaventure สวนน้ำขนาดใหญ่สำหรับครอบครัว

ซึ่งเป็นสไลเดอร์ที่มีความแตกต่างจากที่อื่นตรงที่เมื่อสไลด์ตัวลงมาตามท่อระหว่างสองข้างจะสามารถมองเห็นฝูงฉลามที่รายล้อมรอบตัวให้ได้ตื่นเต้นสนุกสนานกับการเล่นน้ำอย่างเต็มที่

2. เบิร์จ คาลิฟา (Burj Khalifa)

เมืองดูไบมีทั้งสถานที่ที่สวยที่สุด กว้างที่สุด ลึกที่สุดของโลก และแน่นอนอาคารที่สูงที่สุดด้วยเช่นกัน ที่ชั้นล่างของตัวอาคารที่สูงที่สุดนี้มีประวัติของอาคารจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชมศึกษาข้อมูลกัน จากนั้นขึ้นลิฟท์ที่มีความเร็วที่สุดในโลกขึ้นไปชั้นบนของ Burj Khalifa (มันอาจจะไม่เหมาะกับคนเป็นโรคหัวใจซักเท่าไหร่ แต่เชื่อเถอะ... คุ้มค่าแน่นอน) วิวจากชั้นบนของอาคารนั้นจะทำให้คุณตะลึงกับความสวยงาม ทั้งหาดของดูไบและความสวยงามของเมืองดูไบทั้งหมด แนะนำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวให้ไปในช่วงตอนเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการไปเยี่ยมตึกที่สูงที่สุดในโลกอย่าง Burj Khalifa เพราะคุณจะได้เห็นวิวทั้งช่วงกลางวัน และช่วงพระอาทิตย์ตกดินของอาณาจักรดูไบ

3. คลองดูไบ (Dubai Creek)

คลองดูไบแห่งนี้เป็นสถานที่ชมวิวริมน้ำที่สวยงามและกิจกรรมยอดฮิตที่ห้ามพลาดเมื่อคุณมาถึงที่นี่ก็คือ การนั่งเรืออะบรา (Abra) ชมคลองแห่งนี้ ซึ่งคลองนี้เป็นคลองที่สวยงามที่สุดของดูไบ หากคุณมาเที่ยวดูไบมาที่นี่ได้เลยประทับใจแน่นอน ชมวิวยามเย็นริมสองฝั่งคลองที่แบ่งเมืองนี้เป็น 2 เขต คือ เขตเดียรา (Deira) และเบอร์ดูไบ (Bur Dubai) ในอดีตนั้นสองฟากคลองนี้เป็นแหล่งหมู่บ้านชาวประมงดั้งเดิมที่ว่ากันว่ามีการตั้งรกรากไปกว่า 4,000 ปีก่อนโน่นเลยทีเดียว ไม่มีอะไรจะคุ้มไปกว่าการล่องเรือข้ามคลองแห่งนี้ในราคาเพียง 1 AED

ซึ่งในตอนเย็นการล่องเรือข้ามคลองแห่งนี้จะยิ่งมีสีสันบรรยากาศความเป็นประเทศอาหรับมาเข้าไปอีกเพราะจะเป็นบรรยากาศที่เคล้าคลอด้วยเสียงสวดละหมาดซึ่งดังมาจากสุเหร่าที่อยู่รอบๆ ตัวคลอง ได้ฟิวย้อนยุคเหมือนกลับไปอยู่ในยุค 1960 ในตอนที่เมืองดูไบได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ๆ หรือหากล่องเรือนานกว่านั้นหน่อยจ่าย (โดยประมาณ) 450 บาท คุณจะได้ล่องเรืออะบราเต็มๆ 1 ชั่วโมง อาจทำให้คุณฟินสุดๆ ไปเลย

4. ตลาดเครื่องเทศ (Spice Souk)

ในอีกด้านหนึ่งของคลองดูไบ นักท่องเที่ยวจะได้กลิ่นของเครื่องเทศจากตลาดดูไบ ซึ่งเมื่อเดินเข้าไปภายในย่านตลาดก็แทบไม่ต้องบอกกันเลยว่าขายอะไรเพราะกลิ่นของเครื่องเทศ และเครื่องปรุงของชาวอาหรับนานาชนิดตลบอบอวนเป็นอย่างยิ่ง แบบที่เราคุ้นเคยกันดีก็เช่น กานพลู กระวาน อบเชย ส่วนที่ไม่คุ้นทั้งรูปร่างและกลิ่นก็มีเยอะ รวมไปถึงพวกกำยาน ผลไม้แห้ง และถั่วชนิดต่างๆ รวมถึงของที่ระลึกมากมาย และที่ตลาดนี้คุณก็สามารถซื้อของฝากกลับไปฝากเพื่อนๆ หรือครอบครัวได้ง่าย (ที่สำคัญถูกมากๆ ด้วย) คุณสามารถเพลิดเพลินกับการเดินเล่นในถนน Deira ซึ่งเป็นจุดที่สวยที่สุดของแถบนี้เป็นซอยเล็กๆ เข้าไปซึ่งได้บรรยากาศความเป็นอาหรับสมัยก่อน ย้อนยุคได้อารมณ์อาหรับแท้ๆ

5. ตลาดทอง (Gold Souk)

ตลาดที่มีชื่อเสียงระดับโลกแห่งนี้สว่างไสวด้วยโลหะมีค่าและหินอัญมณีที่แสดงอยู่ในตู้กระจกของร้านค้าหลายร้อยร้าน มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลก ตั้งแต่ทศวรรษ 1940 บรรดาพ่อค้าและนักลงทุนจากอินเดียและอิหร่านเดินทางเข้ามาค้าขายในแถบนี้ ตลาดทองคาดูไบใน Deira (รู้จักกันทั่วไปว่า Gold Souk) จุดหมายหลักของผู้คนมากมายที่มาดูไบในช่วงวันหยุด ตลาด Dubai Gold Market คือ จุดหมายหลักของผู้คนมากมายที่หลงใหลอัญมณี เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ผลิตภัณฑ์หลากหลายราคาสมเหตุสมผล ช่องแสดงสินค้าเต็มไปด้วยกาไล สร้อยคอ แหวน เพชร มรกต ทับทิบไพลิน และอื่นๆ Gold Souk เป็นจุดแวะของนักท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความสวยงามในยามค่าคืน

มีคนประเมินไว้ว่าบางช่วงของการค้าขายทองคำในตลาดทองคำของดูไบนั้นรวมกันแล้วมีมากกว่า 10 ตัน โปรดอย่าลืมว่าทองคำของที่นี่จะขายตามน้ำหนักเท่านั้น (สามารถตรวจสอบราคาทองคำระหว่างประเทศได้ ณ วันนั้นจากหนังสือพิมพ์) โดยร้านทองมักจะตั้งราคาตามฝีมือของช่างทอง อย่างไรก็ตามคุณสามารถต่อรองราคาได้ไม่น่าแปลกใจที่ Dubai Gold Market จะมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และการทำธุรกรรมใดๆ ก็ตามจะอยู่ภายใต้การตรวจตราอย่างละเอียด อย่างไรก็ดีบางครั้งก็เกิดเหตุล้วงกระเป๋า ดังนั้นจงระมัดระวังเมื่ออยู่ในฝูงชน

ตลาดทอง (Gold Souk) เปิดทุกวันร้านค้าอัญมณีส่วนใหญ่มักจะเปิดบริการเวลา 10.00 น. และปิดเวลา 22.00 น.โดยประมาณ นอกจากนี้ยังปิดระหว่างเวลา 13.00 น. ถึง 16.00 น. อีกด้วย ในวันศุกร์ร้านค้าจะเปิดเวลา 16.00 น.

6. สวนสาธารณะของเมืองดูไบ ( Dubai Public park)

สวนสาธารณะอาจจะไม่เป็นสิ่งแรกที่คุณคิดอยากจะไปนักของเมืองดูไบ แต่อย่าลืมว่าดูไบนั้นมีทั้งสิ่งที่สูงที่สุด ลึกที่สุด อลังการที่สุด แพงที่สุดรวมอยู่ในเมืองเดียว ซึ่งแน่นอนสวนสาธารณะที่ดูไบก็ทำให้คุณตะลึงได้ไม่แพ้กัน

ที่ดูไบเนื่องจากเป็นเมืองใหม่ที่สร้างขึ้นมาจากความมั่งคั่งของประชากร และรัฐบาล ที่ดูไบจึงได้มีสวนสาธารณะที่มีสีเขียวของต้นไม้ดูเป็นระเบียบและสะอาดแบบสุดๆ กระจายอยู่ทั่วทั้งตัวเมือง คุณจะต้องจ่ายค่าเข้า 5 AED สำหรับการเข้าสถานที่สาธารณะ ซึ่งคุณอาจจะไม่ชินที่จะต้องจ่ายค่าเข้าสถานที่แบบนี้ แต่เชื่อเถอะเมื่อเข้าไปคุณจะได้พบกับความร่มรื่น สวยงาม และความสงบ บางครั้งคุณจะชื่นใจด้วยบรรยากาศของครอบครัว เพราะทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ต่างมาผ่อนคลายนั่งคุย หรือทำกิจกรรมร่วมกันแบบเป็นกันเอง โดยที่สิ่งของมีค่าต่างวางไว้ตามพื้นโดยไม่ต้องกลัวใครจะมาขโมย ซึ่งทำให้สวนสาธารณะของดูไบเป็นแหล่งท่องเที่ยวดูไบที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่าสวนสาธารณะจากประเทศอื่นๆ

7. โรงแรมเบิร์จ อัล อาหรับ (Burj Al Arab Hotel)

เบิร์จอัลอาหรับ โรงแรมที่มีจุดเด่นที่ตัวอาคารออกแบบมีลักษณะคล้าย เรือใบ dhow ซึ่งเป็นเรือใบโบราณยานพาหนะชนิดหนึ่งของชาวอาหรับ เป็นโรงแรมหรูหราและเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในโลก มีความสูง 321 เมตร (1,053 ฟุต) ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวเปอร์เซียโดยเชื่อมต่อกับฝั่งผ่านทางสะพานเบิร์จ อัล อาหรับ เป็นเจ้าของโดยจูเมราห์ การก่อสร้างเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2537 แล้วเสร็จและเริ่มเปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2542

โรงแรมแห่งนี้ได้รับรางวัลต่างๆ มากมายโดยเฉพาะโรงแรมที่ไฮโซ อลังการที่สุดในโลก เนื่องจากความหรูหราของสถานที่ และความโดดเด่นของทำเลที่ตั้ง ข้อแนะนำ ถ้าอยากได้วิวสวยๆ ของโรงแรมนี้ ขอแนะนำให้คุณไปที่โรงแรมตรงกันข้ามกับเบิร์จ อัล อาหรับที่ตั้งอยู่ที่ Jumeirah Beach ซึ่งนั่นก็คือ Jumeirah Beach Hotel และนั่งอยู่ที่ระเบียงมุมที่มอง ไปเห็น เบิร์จ อัล อาหรับ คุณจะได้วิสัยทัศน์สุดยอดของโรงแรมที่กล่าวกันว่าดีและหรูหราที่สุดในโลกกันแล้วหละ

8. สกีดูไบ (Ski Dubai)

อยากไปเที่ยวทะเลทรายและก็อยากจะเล่นสกีหิมะไปพร้อมๆ กัน? ห้ามพลาด Ski Dubai ลานสกีหิมะที่ตั้งอยู่ใน Mall of the Emirates ใกล้ๆ กับ เบิร์จ อัล อาหรับ (Burj Al Arab) น่าทึ่งมากกับความสามารถของคนดูไบ ซึ่งทำลานสกีในภูมิประเทศที่มีทะเลทรายร้อนกว่า 50 องศารายรอบ ที่นี่มีอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งชุดเล่นสกีให้เช่าครบครันจึงไม่จำเป็นต้องนำของๆ คุณมาเอง ซึ่งที่เจ๋งก็คือภายในลานสกีนั้นมีร้านคาเฟ่ให้บริการอยู่ในนั้นเลย ได้บรรยากาศเป็นภูเขาหิมะของจริงยังไงยังงั้น

9. ถนนเรียบทะเลจูไมราห์ และสวนน้ำดูไบ (Jumeirah Road & Aquaventure Waterpark)

Atlantis Aqua venture Waterpark สวนน้ำกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในดูไบ ที่ท่านจะได้สนุกอย่างสุดๆ กับ The Leap of Faith สไลด์เดอร์สุดมันส์อันเลื่องชื่อ นอกจากความสูงแล้วท่านจะได้สัมผัสความตื่นเต้นกับการดำดิ่งผ่านอุโมงค์ใสใต้ท้องทะเลที่เต็มไปด้วยเหล่าฉลาม แต่ถ้าหากไม่ชอบความหวาดเสียวตื่นเต้นแล้วละก็ สวนน้ำแห่งนี้ยังมีหาดส่วนตัวให้ท่านได้พักผ่อนพร้อมกิจกรรมกีฬาทางน้ำที่หลากหลาย อาทิ วินด์เซิร์ฟเรือใบขนาดเล็ก คายัก หรือจะดาน้ำตื้นแนวผจญภัยก็มีเช่นกัน

ส่วนด้านข้างนั้นเป็นทางเดินริมชายหาดจูไมราห์ (ถ้าอยากออกเสียงเหมือนคนท้องถิ่นก็ให้ออกเสียง JBR) ซึ่งรายล้อมด้วยร้านคาเฟ่น่ารักๆ และบาร์ร้านต่างๆ อีกมากมาย เหมาะมากกับคนที่ชอบมานั่งมองวิวทิวทัศน์ของโรงแรมชั้นนำ และร้านอาหารระดับท็อปของเมือง

10. ทะเลทรายอาหรับ (Arabian Desert)

ทะเลทรายอาหรับ เป็นโอกาสที่คุณจะได้สัมผัสกับกลิ่นอายของชนเผ่าอาหรับซึ่งเร่รอนกลางทะเลทราย หรือที่เรียกว่าชาวเบดูอิน (Bedouin) ที่ตอนนี้ไม่มีปรากฎให้เห็นแล้วสำหรับทะเลทรายอาหรับ (Arabian Desert) แห่งนี้ เป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 4 (รองจาก 1. Antarctic Desert / 2. Arctic Desert / 3. Sahara Desert) ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของหลายประเทศในกลุ่มคาบสมุทรอาหรับ เช่น จอร์แดน อิรัก คูเวต กาตาร์ โอมาน เยเมน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,300,000 ตารางกิโลเมตร

ซึ่งถ้าเทียบกับประเทศไทยที่มีพื้นที่ประมาณ 500,000 ตารางกิโลเมตร กิจกรรมสุดฮิตกลางทะเลทรายที่ไม่ควรพลาด เช่นนั่งรถ 4WD ตะลุยเนินทราย ขี่อูฐชมพระอาทิตย์ตกดิน หรือดินเนอร์พร้อมชมระบำหน้าท้องท่ามกลางเต็นท์กลางทะเลทรายอาหรับ

11. น้ำพุยักษ์แห่งดูไบ (Dubai Fountain)

สุดอลังการน่าตื่นเต้น และที่สำคัญ FREE!! ถ้าคุณได้ไป Las Vegas มาแล้ว คุณอาจจะได้เห็นน้ำพุที่ด้านหน้าโรงแรม Bellagio ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความอลังการมาแล้ว แต่เชื่อไหมว่าที่เมืองดูไบนั้น ทำน้ำพุมาได้อลังยิ่งกว่า ทั้งสูงกว่า ใหญ่กว่า เสียงดังนุ่มกว่า ยิ่งไปชมในช่วงกลางคืนคุณจะยังได้เห็นแสงสีเสียงตระการตาจากการโชว์แสงไฟอีกด้วย

น้ำพุจุดนี้ตั้งอยู่ที่ด้านล่างของตึกเบิร์จ คาลิฟา (Burj Khalifa) และห้างสรรพสินค้าดูไบ (ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก) และก็มีหลากหลายร้านอาหารตั้งอยู่เคียงข้างกับน้ำพุแห่งนี้ ซึ่งก็เป็นไอเดียที่ดีที่จะจองที่นั่งในร้านอาหารเหล่านี้ริมระเบียง (ดีที่สุดในหน้าหนาว) เพื่อที่จะได้ชมความยิ่งใหญ่ตะการตาของน้ำพุยักษ์แห่งดูไบ

12. ห้างสรรพสินค้าดูไบ (Dubai Mall)

สถานที่ยอดนิยมของดูไบต้องยกให้ Dubai Mall แหล่งช็อปปิ้งขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยเนรมิตพื้นที่กว่า 3.7 ล้านตารางฟุตให้ครบครันด้วยร้านค้ากว่า 1,200 ร้าน 160 ร้านอาหาร และคาเฟ่ ตลาดขายทองในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมไปถึงลานเอนกประสงค์ และลานไอซ์สเก็ตขนาดใหญ่ขนาดที่ใช้แข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้สิ่งที่น่าสนใจ

ด้านสันทนาการประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ สวนสนุกในร่ม และโรงภาพยนตร์ 22 จอ ศูนย์การค้าแห่งนี้คือกำลังสำคัญในการส่งเสริมจุดยืนของดูไบในฐานะเมืองช็อปปิ้งสำคัญของโลก

13. พิพิธภัณฑ์ดูไบ (Dubai Museum)

ด้านในของพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นด้านบน และด้านล่าง ด้านบน จะเป็นแบบจำลองกำแพงหินและกระท่อมแบบชาวพื้นเมืองเก่าๆ สำหรับ ด้านล่างหรือชั้นใต้ดิน จะกว้างใหญ่และลึกลับซับซ้อนมาก มีทั้งภาพวาดสีน้ำของดูไบในอดีตการจัดหุ่นนิ่งแสดงวิถีชีวิตของคนพื้นเมืองมีการจำลองบรรยากาศใต้ทะเลโดยใช้แสงสีจำลอง ทำให้เห็นภาพของชาวดูไบในอดีต

นอกจากนี้ยังมีห้องแสดงความก้าวหน้าทางวิทยาการโบราณแบ่งซอยออกไปอีกโดยจัดแสดงพัฒนาการของตัวเลขและตัวอักษรอารบิกรวมไปถึงการเรียนรู้วิชาดาราศาสตร์ และเรื่องราวของทะเลทราย

14. ย่านบาสตากิยา (Bastakiya)

เป็นย่านที่เรียกได้ว่าเป็นย่านเมืองเก่าถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและแกลอรี่ศิลปะของที่นี่เลยทีเดียว บริเวณดังกล่าวนี้เป็นเพียงทางแคบๆ โดยมีหอกังหันลมตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง ทำให้นึกย้อนไปในอดีตที่บริเวณนี้มักจะเต็มไปด้วยหอกังหันลมตั้งเรียงรายอยู่ บริเวณที่เรียกว่า The Creek ซึ่งหอกังหันลมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยประดับประดาตกแต่งย่านบาสตากิยาให้สวยงามน่าชม แล้วยังช่วยให้บรรเทาความร้อนให้กับบ้านเรือนที่ตั้งอยู่แถวนั้นก่อนที่จะมีไฟฟ้าใช้อีกด้วย

15. สุเหร่าจูไมราห์ (Jumeirah Mosque)

เป็นสุเหร่าคู่บ้านคู่เมืองของดูไบสร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลังได้ชื่อว่าเป็นสุเหร่าที่สวยงามมากที่สุดในแถบนี้ ที่นี่มีหอแฝดสูงยอดแหลมและมีโดมที่มีการแกะสลักงดงาม จึงถือเป็นสถานที่สำคัญ และเป็นที่จดจำได้มากที่สุดของเมือง

ทิปการแต่งกายในการเข้าชม

สุเหร่าจูไมราห์ เปิดให้เข้าชมโดยมีทัวร์พร้อมไกด์ให้บริการทุกวันยกเว้นวันศุกร์ อย่าลืมว่าที่นี่มีกฎเกี่ยวกับการแต่งกายอย่างเคร่งครัด ผู้ที่สวมใส่กระโปรงสั้น หรือกางเกงขาสั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสุเหร่า และผู้หญิงต้องสวมผ้าคลุมศีรษะด้วย ถ้าเสื้อผ้าที่คุณใส่มาเปิดเผยมากเกินไปก็จะมีจุดที่ให้บริการเสื้อผ้าที่มิดชิดและเหมาะสม และควรถอดรองเท้าก่อนเดินเข้ามายังสุเหร่า

16. มัสยิดหลวงชีกห์ซัยยิด (Sheikh Zayed Grand Mosque)

มัสยิดนี้ตั้งอยู่ในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากนครดูไบมากนัก มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ Sheikh Zayed bin Sultan Al Nahyan เพื่อที่จะแสดงให้โลกเห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของโลกอิสลามคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และความทันสมัยของสถาปัตยกรรมอิสลาม มัสยิดสร้างเสร็จในปี 2007 เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 8 ของโลกสามารถรองรับผู้คนได้มากกว่า 40,000 คน

นอกจากนี้มัสยิดนี้ยังเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการศึกษาสำหรับผู้เข้าชมอีกด้วย แถมยังมีห้องสมุดที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือ และตำหรับตำราวิชาการอิสลามที่หายาก เช่น วิทยาศาสตร์ อารยธรรม การประดิษฐ์ตัวอักษรศิลปะ รวมไปถึงสิ่งพิมพ์หายากที่บางเล่มอายุกว่า 200 ปี

เกร็ดน่ารู้

Knowledge

ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ยูเออีเป็นประเทศที่จัดได้ว่ามีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินสูงมากประเทศหนึ่งมีเหตุอาชญากรรมน้อยมาก สภาพทั่วไปในประเทศยูเออีเป็นประเทศมุสลิมสายกลางมีชาวต่างชาติอาศัย และทำงานอยู่มาก (2 ใน 3) ทั้งจากประเทศตะวันตกและเอเชีย จึงเป็นสังคมที่มีความหลากหลาย แม้ยูเออีจะเป็นประเทศมุสลิม แต่ก็เปิดกว้างในด้านสังคมและการดำรงชีวิตสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในยูเออี

จากสถิติดูไบเป็นหนึ่งในเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในโลก มีอัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำ การเดินทางท่องเที่ยวในเมืองมีความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ดีเนื่องจากดูไบเป็นเมืองใหญ่นักท่องเที่ยวจึงต้องระมัดระวังตนเอง นักท่องเที่ยวผู้หญิงสามารถท่องเที่ยวในเมืองโดยลำพังได้ อย่างไรก็ดีขอแนะนำให้แต่งกายสุภาพเรียบร้อย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกมองในย่านที่ยึดถือวัฒนธรรมอย่างเคร่งครัด

การเดินทางสัญจรภายในประเทศ

กรุงอาบูดาบีเป็นเมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก การเดินทางในเมืองจึงใช้เวลาไม่นานนัก โดยส่วนใหญ่จะใช้รถยนต์ส่วนบุคคลหรือแท็กซี่ที่มีบริการจำนวนมาก(แต่ในเวลาเร่งด่วนก็มีความต้องการมากเช่นกัน) ไม่มีรถโดยสารประจำทางในกรุงอาบูดาบี แต่มีรถประจำทางระหว่างรัฐอาบูดาบีและเมืองสำคัญๆ อาทิ ดูไบ ชาร์จ้าห์ และ อัล เอน ในยูเออีมีสนามบินระหว่างประเทศทั้ง 7 รัฐแต่ที่เป็นสนามบินหลักมีเพียงสองแห่ง คือรัฐอาบูดาบี และดูไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินสำหรับภูมิภาคนี้ด้วย

การจับจ่ายใช้สอย

มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หลายแห่งในอาบูดาบี และมีห้างร้านอื่นๆ ทั่วไป ของใช้ประจำวันทั่วไปสามารถซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้า และซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปบางแห่งเปิดบริการ 24 ชั่วโมง ซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ อาทิ Abu Dhabi Co-operative, Carrefour, Lulu Hyper Market, Spinneys, Emirates General Market, Choitram Supermarket เป็นต้น

นอกจากนี้ตามอาคารที่พักอาศัยจะมีร้านขายของชำอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เนื้อหมูหรืออาหารที่มีหมูเป็นส่วนประกอบจะซื้อได้ จากซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายเท่านั้น ซึ่งมีสองแห่งในอาบูดาบี คือ Spinneys และ Choitram Supermarket

นอกจากนี้ยังมีแหล่งซื้ออาหารไทย ซึ่งสามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายของชำ 2-3 แห่ง คือ ร้านTropical Trading และ Queen Saba ที่มีสินค้าสำหรับประกอบอาหารไทยจำหน่าย แต่ไม่ได้มีในปริมาณที่มาก หรือหลากหลาย โดยเป็นร้านที่จำหน่ายสินค้าจากเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สำหรับข้าวสาร และซ้อสบางอย่าง เช่น น้ำปลา น้ำมันหอย สามารถหาได้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป บางอย่างหากไม่สามารถหาซื้อในอาบูดาบีได้อาจหาซื้อได้จากร้านไทยในดูไบ สำหรับร้านอาหารไทยในกรุงอาบูดาบีมี 5 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นร้านที่อยู่ในโรงแรม

ไฟฟ้า

220/240V เต้ารับสามขา

ร้านค้าปลอดภาษี

มีร้านค้าปลอดภาษีใกล้สายพานลำเลียงกระเป๋าในท่าอากาศยาน ข้อจำกัดสินค้านำเข้า อนุญาตให้นำเข้าบุหรี่ไม่เกิน 400 ตัวหรือซิการ์ไม่เกิน 250 กรัม น้ำหอมไม่เกิน 200 มล. และไวน์หรือสุราไม่เกิน 4 ลิตร

การแต่งกาย

เสื้อผ้าฝ้ายที่สวมใส่สบายๆ ในสภาพอากาศแดดออกตลอดปี และสวมหมวกกันร้อนระหว่างวัน ฤดูหนาวอากาศอาจเย็นจัด แอร์มักปรับอุณหภูมิไว้เย็นจัด โดยทั่วไปไม่มีข้อห้ามเรื่องการแต่งกายโดยเฉพาะ อย่างไรก็ดีขอแนะนำให้แต่งกายเรียบร้อยสวมกระโปรงยาวหรือกางเกงขายาวเมื่อออกไปข้างนอก โดยเฉพาะในเดือนถือศีลอด

การแสดงออกในที่สาธารณะ

ควบคุมการแสดงออกในที่สาธารณะอย่างเหมาะสม – อาการเมาและการแสดงความรักในที่สาธารณะเป็นสิ่งน่ารังเกียจไม่เป็นที่ยอมรับในวัฒนธรรม และผิดกฎหมายอิสลาม

ภาพบรรยากาศเป็นเพียงภาพประกอบเพื่อการประชาสัมพันธ์เท่านั้น

  • บริษัทขอสงวนสิทธ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลกการท่องเที่ยว ตามสถานการณ์เพื่อความเหมาะสม
  • การจัดรายการหรือกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกกรณี ไม่ใช่ส่วนใดส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจแอมเวย์ ฉะนั้นการพิจารณารางวัลสำหรับกิจกรรมส่งเสริมการขาย อยู่ในดุลพินิจของบริษัทฯ
  • ผู้ที่จะได้รับรางวัลในกิจกรรมส่งเสริมการขายแต่ละกิจกรรม จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขจรรยาบรรณ และระเบียบปฏิบัติของบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น