ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

LAS VEGAS, UNITED STATES of AMERICA

ฉลองแอมเวย์ 60 ปี (A60) กับ 3 การสัมมนาสุดพิเศษ ณ ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

ลาสเวกัส... นครแห่งแสงสีที่ถูกเนรมิตขึ้นกลางทะเลทราย แห่งรัฐเนวาด้า ถนนสตริปตระการตา ที่ไม่เคยดับแสง.... โรงแรมหรูหราหลากสไตล์ พรั่งพร้อมด้วย สุดยอดการแสดงระดับโลก ศูนย์กลางความบันเทิงโลก ที่ไม่เคยหลับใหล

พบกับนักธุรกิจแอมเวย์จากทุกมุมโลก การประชุมสภาสองผู้สถาปนา ฉลองแอมเวย์ 60 ปี การสัมมนารับเชิญสองผู้สถาปนา ฉลองแอมเวย์ 60 ปี การสัมมนารับเชิญนักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชร ฉลองแอมเวย์ 60 ปี
(ระยะเวลาสะสมคุณสมบัติ กันยายน 2560 – สิงหาคม 2561)

ข้อมูลทั่วไป


ลาสเวกัส (Las Vegas)

คือเมืองที่ก้าวข้ามความโดดเดี่ยวกลางทะเลทรายด้วยความโดดเด่นไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เปรียบเหมือนแหล่งโอเอซิสกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ถือเป็นอัญมณีเม็ดงามของรัฐเนวาดา ที่ผุดขึ้นมาจากทะเลทรายแห้งแล้งและพัฒนาจนกลายเป็นแหล่งรวบรวมความบันเทิงในระดับแนวหน้า โรงแรมระดับห้าดาวที่หรูหราห้างสรรพสินค้าและสถานบันเทิงตลอด 24 ชั่วโมงในบรรยากาศเย็นฉ่ำ ติดแอร์

คำว่า “Las Vegas ” เป็นภาษาสเปนมีความหมายตรงกับคำว่า “Meadows (มีโดว์)” ที่แปลว่า ทุ่งหญ้าเพราะประเทศสเปนเคยครอบครองดินแดนนี้มาก่อนพวกมอร์มอนได้มาก่อตั้งหมู่บ้านเพื่อคอย ช่วยเหลือเหล่านักเดินทางและพวกที่มาทำงานในเหมือง ต่อมาลาสเวกัสมีผู้คนมากขึ้นมีทั้งซาลูน ร้านขายเหล้า ระบำแคนแคนจากยุโรปที่เข้ามาหากิน บ่อนการพนันมากมาย จนกระทั่ง ปี ค.ศ. 1931 เมืองลาสเวกัสจึงได้รับการรับรองให้เป็นเมืองคาสิโนที่ถูกกฎหมายลาสเวกัสเป็นหนึ่งในเมืองของ รัฐเนวาดาแต่ไม่ใช่เมืองหลวง เมืองหลวงของเนวาด้าคือ คาร์สัน ซิตี้ ที่อยู่ทางตอนเหนือของรัฐแต่ ลาสเวกัส ก็มีความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะเป็นเมืองที่มีความเจริญสูงและทำให้รัฐได้ภาษีจากเมือง นี้มากมาย

บรรดาโรงแรมและห้างสรรพสินค้าในเมืองจะหยุดสายตาคุณด้วยสไตล์การตกแต่งโอ่อ่าอลังการ ประดับด้วยน้ำพุและพื้นหินอ่อนในขณะที่คาสิโนจะดึงดูดให้คุณกลับเข้าไปด้วยเสียงโห่ร้องด้วยความ ยินดีใน ชัยชนะของผู้โชคดีที่นี่จึงเป็นปลายทางที่เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบแสงสีตระการตาพักผ่อนสุดชิค ในโรงแรมหรูหรา รับประทานอาหารอย่างมีสไตล์และสนุกสนานกับกิจกรรมความบันเทิงครบรส

ประวัติของเมืองลาสเวกัส

ลาสเวกัสเมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีที่แล้วซึ่งยังเป็นเพียงทุ่งหญ้าเล็กๆกลางทะเลทรายที่ความเจริญยังก้าวข้ามมาไม่ถึง ในขณะนั้นพื้นที่บริเวณหุบเขาลาสเวกัสของรัฐเนวาดาซึ่งอยู่ทาง ตะวันตก ของสหรัฐฯ ระหว่างรัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐยูทาห์แห่งนี้ ไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าการเป็นจุดพักเพื่อเติมน้ำ และเสบียงของคาราวานนักเดินทางตั้งแต่ในอดีต

จนกระทั่งใน ค.ศ. 1905 ลาสเวกัสได้ยกระดับความสำคัญขึ้นเป็นจุดพักของระบบเส้นทางรถไฟ “Los Angeles - Salt Lake Railroad” ที่เชื่อมต่อซอล์ทเลค ซิตี้ ชุมชนขนาดใหญ่ในทะเลทรายเกรท เบซิน (Great Basin) เข้ากับลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย เขตมหานครที่เป็นศูนย์กลางใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ ก่อนจะตามมาด้วยการสถาปนา ขึ้นเป็นเมืองลาสเวกัสในปี 1911 ด้วยจำนวนประชากรประมาณ 800 คน หลังจากนั้นจึงทำให้ลาสเวกัสมีการเปลี่ยนแปลง มีความเจริญ เติบโตเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม โอกาสแห่งโชคชะตาครั้งสำคัญของลาสเวกัสเกิดขึ้นเมื่อรัฐเนวาดาเผชิญกับความตกต่ำถึงขีดสุดของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เกษตรกรรมและการค้าที่ตามมา ด้วยวิกฤติว่างงานจากมหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 1929 ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสิ้นหวัง สภาคองเกรสได้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลสำหรับ โครงการด้านวิศวกรรม ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือการสร้าง”เขื่อนฮูเวอร์ (Hoover Dam)” เขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ที่สุดของโลกเพื่อใช้ป้องกัน อุทกภัยและผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำในบริเวณหุบเขาแบล็คแคนยอนซึ่งห่างจากลาสเวกัสออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เพียง 48 กิโลเมตรชาวอเมริกันหลายพันคนที่กำลัง เผชิญกับปัญหาปากท้องจึงต่างก็หลั่งไหลเข้ามาในโครงการสร้างเขื่อนขนาดมหึมานี้ และในขณะเดียวกันกระแสของฝูงชนที่ยอมข้ามน้ำข้ามทะเล เพื่อมาชมเขื่อนที่ถูกกล่าวขาน ว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์แห่งที่ 8 ของโลก” ก็มีจำนวน ถึง 250,000 คนต่อปี แม้ว่า สาธารณูปโภคในบริเวณนั้นจะไม่เอื้ออำนวยสำหรับการมาพักผ่อนเพื่อตากอากาศก็ตาม จนกระทั่งปี 1931 มีการยกเรื่องข้อกำหนดห้ามเล่นการพนันในเนวาดาที่ออกเมื่อปี 1909 ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งหลังจากยกเลิกข้อห้ามนี้ทำให้แรงงานสร้างเขื่อนฮูเวอร์ ต่างพากันใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายกับการพนันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การรองรับผู้โดยสารที่ต้องมาหยุดพักเพื่อต่อรถไฟตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ลาสเวกัส เป็นเมืองที่ไม่เคย หลับใหลตั้งแต่แรกเริ่ม จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับร้านขายเหล้า และบ่อนการพนัน จนทางการต้องจำกัดบริเวณให้สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้เพียงในบล็อกที่ 16 (Block 16) ของเมืองซึ่งต่อมา กลายเป็นแหล่งรวมความบันเทิง ที่มีทั้งบาร์เหล้า บ่อนการพนัน และแหล่งขายบริการภายใต้แสงไฟสีแดง ในบรรยากาศคึกคักคละคลุ้งด้วยสิ่งมึนเมา ร้านรวงในบล็อกที่ 16 จึงถูกเรียกว่า “ย่านโคมแดง (Red-light district)” หรือ “แหล่งเที่ยวกลางคืน” แห่งแรกและแห่งเดียวของเมืองเป็นเวลานับสิบปีซึ่งแม้ว่าจะมีการออกกฎหมายห้ามไม่ให้เล่นการพนันตั้งแต่ปี 1909 แต่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่ค่อนข้างหละหลวมในรัฐเนวาดาบ่อนการพนันจำนวนไม่น้อยก็ยังปรากฏอยู่ในลาสเวกัส

ด้วยเสียงเรียกร้องที่ฟังขึ้นจากโธมัส เอ็น แคโรลล์ (Thomas N. Carroll) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อหน้าโฆษณาในหนังสือพิมพ์เพื่อโน้มน้าวให้ทุกฝ่ายเห็นว่าหากปรับ ภาพลักษณ์ ของเนวาดาให้เป็น “สวนสนุกของสหรัฐฯ (Playground of the United States)” โดยอนุญาตให้มีการเล่นพนัน และการแข่งม้าในทิวทัศน์กลางแจ้งที่สวยงาม ย่อมสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างกำไรมหาศาลอย่างแน่นอน ในที่สุดสภารัฐเนวาดาจึงตัดสินใจคว้าโอกาสที่ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกเดียวในการกอบกู้เศรษฐกิจของรัฐได้ ด้วยการประกาศให้สามารถ เล่นพนันในรัฐได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในปี 1931

ในช่วงต้นทศวรรษ 1940 เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโรงแรมและบ่อนคาสิโน โดยมี El Rancho และคาสิโนฟลามิงโก (Flamingo) อยู่ในสิ่งก่อสร้างยุคแรกๆ ที่สร้างขึ้น กองกำลังทางทหารที่ปรากฎขึ้นในบริเวณใกล้เคียงช่วงทศวรรษ1950 ช่วยทำให้เมืองมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่การแวะมาเยือนของเหล่าดาราชื่อดังยิ่งยกระดับ ชื่อเสียงของเมืองทำให้เมืองกลายเป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่เย้ายวนใจสำหรับอุตสาหกรรมบันเทิง

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำของทะเลทรายโมฮาวี (Mojave Desert) ทางทิศตะวันตกของประเทศ

ภูมิอากาศ

ลักษณะของภูมิอากาศที่นี่จะแตกต่างกันในตอนกลางวัน และตอนกลางคืน เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็น ทะเลทรายในตอนกลางวันอากาศจะค่อนข้างอบอ้าวและร้อน แต่ตอนกลางคืนอากาศจะต่ำลงอย่าง รวดเร็วทำให้มีอากาศที่ค่อนข้างแตกต่างกันมากในระหว่างวันแต่ก็ไม่ถึงกับหนาวมากมายนัก นอกจากในฤดูหนาวที่มีลมค่อนข้างแรงบริเวณทะเลทราย จึงทำให้อากาศหนาวทีเดียว

หน่วยเงินตรา

อเมริกัน ดอลล่าร์

ระบบไฟฟ้า

110 โวลต์ ใช้ปลั๊กเสียบ 2 ขา

TOP

สถานที่ที่น่าสนใจ

ถนนสตริป (Strip)

ถนนสตริปมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า “ลาสเวกัส บูเลอวาร์ด (Las Vegas Boulevard)” เป็นย่านใจกลางเมืองที่สำคัญ และตลอด ถนนสายนี้คราคร่ำไปด้วยคาสิโนและโรงแรม แบบครบวงจรที่มีชื่อเสียง ทัศนียภาพของย่านสตริปเคยปรากฎเป็นฉากอยู่ในภาพยนตร์นับร้อย สีสันละลานตาของป้ายไฟนีออนที่แข่งกันส่องแสงระยิบระยับ และทางเดินเท้าที่ ออกแบบเหมือนกำลังอยู่ในดินแดนแฟนตาซี ทำให้การขับรถเที่ยวชมไปตามถนนสายนี้ได้บรรยากาศที่แปลกใหม่และถือเป็นอีกประสบการณ์ที่น่าจดจำ สถานที่มีชื่อเสียงที่ตั้งอยู่ บนถนนสตริปที่โด่งดังนี้ ได้แก่

โรงแรมมัณฑะเลย์เบย์ (Mandalay Bay)

โดดเด่นด้วยตัวตึกสีทองตั้งตระหง่านสวยสง่าอยู่ริมถนนแห่งความมีชีวิตชีวา โรงแรมแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น โดย บริษัทเซอร์คัส เซอร์คัส กรุ๊ป (Circus Circus Group) โดยทางเจ้าของโครงการได้นำชื่อ เมืองต่างๆในเขต เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาดู และมีความประทับใจในชื่อเมืองมัณฑะเลย์เป็นอย่าง มาก แต่สิ่งที่ติดขัดคือมัณฑะเลย์แปลว่าเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาแต่แนวคิดการออกแบบของ โครงการ นั้นเป็นหมู่เกาะ และหาดทรายริมทะเล ดังนั้นคำว่า เบย์ (Bay) ที่แปลว่าอ่าว จึงถูกนำมาต่อท้ายชื่อ มัณฑะเลย์กลายมาเป็น มัณฑะเลย์เบย์ (Mandalay Bay) ในที่สุด ต่อมาแฟรงค์ ซินาทรา (Frank Sinatra) นักร้องชื่อดังที่เป็น สัญลักษณ์ของลาสเวกัส นำมาแต่งเป็นเพลงดังแห่งยุคชื่อว่า ออน เดอะ โรด ทู มัณฑะเลย์ (On the road to Mandalay) ดังนั้นชื่อมัณฑะเลย์จึงแสดงให้เห็น ถึงความเชื่อมโยง ระหว่างลาสเวกัสกับเอเชีย ตะวันออก เฉียงใต้ได้อย่างชัดเจน โรงแรมนี้มีอควาเรียม ขนาดใหญ่ชื่อว่า Shark Reef Aquarium ขนาดของแท็งก์บรรจุ ปลาทะเลที่นี่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของอเมริกาเหนือ

โรงแรมมัณฑะเลย์เบย์ (Mandalay Bay)

โรงแรมลักซอร์ ลาสเวกัส (Luxor Las Vegas) เป็นโรงแรมที่ยกเอาสัญลักษณ์ของอียิปต์ มาสร้างบรรยากาศได้อย่างน่าเกรงขาม มีทั้งเสาโอเบลิกส์ หรือตัวสฟิงซ์ และตอนกลางคืนยังมีแสงเลเซอร์ขนาดกำลังวัตต์ที่สูงมายิงขึ้นไปเหนือท้องฟ้ายามราตรี

เอ็กซ์คาลิเบอร์ (Excalibur)

นำแนวความคิดของอัศวินยุคกลางมาเป็นจุดขาย แม้แต่อาคารก็จำลองเป็นปราสาทโชว์พร้อมอาคาร ค่ำก็จะเป็นการแสดงของเหล่าอัศวินขี่ม้าดวลดาบในชุดเกราะอันน่าตื่นเต้น

โรงแรมพระราชวังซีซาร์ (Caesars Palace)

โรงแรมนี้เป็นโรงแรมในเครือของซีซาร์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (Caesar Entertainment) ซึ่งยิ่งใหญ่ และมีโรงแรมมากมายโรงแรมแห่งนี้ถือเป็นศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจร เพราะที่นี่มีร้านค้าร้าน อาหาร กว่า 160 ร้านภายใต้ชื่อ The Forum Shops at Caesars นอกจากนั้นยังมีโชว์ให้ดูฟรีๆ อย่าง Atlantis Show นำเสนอเรื่องราวของเมืองแอตแลนติสที่อับโชคแสงสีครบครันตระการตาบน จอขนาด 11 X 266 ฟุต ซึ่งเป็นจอที่ใหญ่ที่สุดในลาสเวกัสเลยก็ว่าได้

โรงแรมเอ็มจีเอ็ม แกรนด์ (MGM Grand)

เป็นโรงแรมคาสิโนใหญ่มหึมามีเนื้อที่ 170,000 ตารางฟุต เปิดตัวในปี 1993 เน้นธีมฮอลลีวู้ด โรงแรมนี้มี ร้านอาหารมิชลินสตาร์ 3 ดาวชื่อดังนั่นก็คือร้าน L’atelier de Joel Robuchon โดยเชฟคนเก่งโจ รูบาชอนนั่นเอง

โรงแรมนิวยอร์ก นิวยอร์ก (New York-New York)

เป็นโรงแรมที่จำลองมหานครนิวยอร์คของสหรัฐอเมริกามีตึกในรูปแบบเดียวกับนครนิวยอร์กหลาก หลายตึกรวมทั้งอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพเป็นการันตีว่านี่นิวยอร์กของแท้ และใครชอบความเหวี่ยงของ รถไฟเหาะตีลังกา ก็ไปต่อแถวเล่นกันได้หน้าโรงแรมเลย

โรงแรมเซอร์คัส เซอร์คัส (Circus Circus)

โรงแรมนี้เป็นโรงแรมรุ่นบุกเบิกของลาสเวกัสเลยก้อว่าได้ ชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้วเพราะฉะนั้นภาพรวมของ การตกแต่งโรงแรมนี้จึงเน้นความเป็นสวนสนุก ซึ่งเป็นสวนสนุกในร่มที่มีรถไฟเหาะขนาดใหญ่และมี การแสดงละครสัตว์ ข้างในมีของเล่นมากมายมีทั้งปาเป้า ละครสัตว์ รถไฟเหาะ

โรงแรมเบลลาจิโอ (Bellagio)

โรงแรมหรูที่ ภายในมีร้านหรูหราแบรนด์เนมให้เลือกจับจ่ายมากมายที่เรียกกันว่า เวียเบลลาจิโอ แต่ที่ โดดเด่นและผู้คนกล่าวขวัญถึงคือ น้ำพุเต้นระบำที่อยู่ด้านหน้าโรงแรมที่มีมากกว่า 1,200 หัวฉีด ทำให้ ผู้เฝ้ามอง ต่างก็เพลิดเพลินไปกับลีลาของน้ำพุที่พลิ้วไหวไปตามจังหวะของดนตรี

โรงแรมปารีส-ลาสเวกัส (Paris-Las Vegas)

เป็นโรงแรมที่ตกแต่งโดยยกเอาความเป็นฝรั่งเศสมาเป็นจุดขายหลักมีทั้งหอไอเฟลจำลอง ซึ่งมีความ สูงครึ่งหนึ่งของขนาดจริง และประตูชัยนโปเลียนที่สามารถขึ้นไปชมวิวข้างบนได้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ โรงแรม เบลลาจิโอใจกลางถนนสตริป

โรงแรมเวเนเชี่ยน (The Venetian)

โรงแรมที่จำลองเมืองเวนิช (Venice) ประเทศอิตาลี หรูหราในรูปแบบของพระราชวังดอดจ์ สะพานรีอัลโน และหอระฆังแห่งเซนต์มาร์ก มีการจำลองคลองเวนิชขึ้นมาภายใน พร้อมเรือกอนโดล่า ที่ใช้ล่องในเวเนเชียน พร้อมเพลงขับกล่อมจากฝีพายที่ให้คุณได้เคลิบเคลิ้ม

โรงแรมมิราจ (Mirage)

ผู้คนนิยมหลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมชมโรงแรมเดอะมิราจช่วงกลางคืนเพื่อรอชมภูเขาไฟระเบิดซึ่งจะมีลาวาพ่นออกมาเสมือนจริงทุกๆ ครึ่งชั่วโมง โดยสามารถเฝ้าชมได้จากใกล้ชิดบนพื้นที่ทางเดินเท้า เด็กๆ จะเพลิดเพลิน ไปกับการแสดงยามไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมาจากปล่องภูเขาไฟและไฟที่ปะทุเสมือนจริง

หอคอยสตราโทเฟียร์ (Stratosphere)

ว่ากันว่าเวกัสเป็นศูนย์รวมสัญลักษณ์จากทั่วโลก แต่ลาสเวกัสเองก็มีสัญลักษณ์ของตัวเองเหมือนกัน ที่ได้รับสมญานามว่าหอคอยสังเกตการณ์ที่สูงที่สุดในอเมริกา เพราะความสูง 1,149 ฟุต จึงทำให้ โดดเด่นแบบไม่มีคู่แข่ง ลิฟท์แก้วจะพาคุณทะยานสูงขึ้นจากพื้นดินซึ่งหากมีใจกล้าพอคุณสามารถออก ไปชมวิวจากดาดฟ้าด้านนอกอาคาร หรือเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพมุมสูงของเมืองท่ามกลางทะเล ทราย จากภายในหอคอยชมวิว

ฟรีมอนต์ (Fremont)

ย่านดาวน์ทาวน์ของลาสเวกัส ซึ่งเป็นจุดดั้งเดิมของลาสเวกัส แต่เมื่อเกิดธีมคาสิโนมากมายที่สตริป ทำให้ที่ตรงนี้ห่างจากนักท่องเที่ยว ดังนั้นผู้ประกอบการจึงได้ลงขันสร้างจุดสนใจขึ้นมาใหม่ เพื่อดึงดูด ให้คนมาอีกครั้งซึ่งก็ได้ผลเพราะมีผู้คนหลั่งไหลมาชมไฟนับล้านดวงบนโดมเหนือหัว และขนานนามที่นี่ ใหม่ว่า ฟรีมอนต์สตรีทเอ็กพิเรียนซ์ ( Fremont Street Experience) โดยบนเพดานจะเป็น การแสดงภาพกราฟิคสนุกสนานมากมายเกินจินตนาการที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งเกิดจากการโปรแกรม หลอดไฟฟ้ากว่า 2 ล้านดวง ที่มีงบประมาณในการก่อสร้างกว่า 60 ล้านเหรียญ

เว้ดดิ้ง ชาเปล

ที่นี่ไม่ว่าใครที่อยากแต่งงานสามารถทำได้โดยง่ายไม่ต้องขออนุญาตอะไรกับทางการมากมายมีสถาน ที่เล็กๆมากมายแบบสไตล์คันทรีหรือสไตล์อื่นๆให้เลือกมาทำพิธีแต่งงานมากมาย แต่ถ้าอยากได้แนว หรูหราในรูปแบบแหวกแนวมากขึ้นก็สามารถแต่งงานในโรงแรมหรูได้เช่นกัน อาทิ ที่โรงแรมเทรเชอร์ ไอส์แลนด์ อาจจะจัดให้คุณแต่งงานบนเรือบริทาเนีย มีกัปตันเรือเป็นบาทหลวง และโจรสลัดโรยตัวมา มอบแหวน หรือแบบหรูเลิศที่เบลลาจิโอ หรือเวเนเชียน

Show ต่างๆใน Las Vegas

สิ่งที่น่าสนใจ โดดเด่น และสำคัญอีกอย่างหนึ่งของที่นี้คือ Show ต่างๆ โดยในเมืองนี้มีโชว์ร่วม 100 โชว์ ให้เลือกดูหลากหลายแบบทั้งแบบ One Stand up Comedy, โชว์การแสดงโดย นักร้องและศิลปินดังๆ, โชว์สไตล์เซ็กซี่ ทั้งจากผู้หญิงและผู้ชาย, โชว์กายกรรมต่างๆ, Opera Show, ละครเวที, โชว์แนวแฟนตาซี, โชว์แบบคณะละครสัตว์ และอื่นๆอีกมากมาย อาทิ Michael Jackson ONE จากค่ายเซิร์ก ดู โซเลล์ (Cirque Du Soleil) ที่โรงแรมมัณฑะเลย์เบย์สัมผัสประสบการณ์ของโชว์ที่จะทำให้ร้อง “ว้าว” กับโชว์ไมเคิลแจ็คสัน วัน (Michael Jackson ONE) ซึ่งเป็นการแสดงเรื่องราวและเส้นทางของราชาเพลงป๊อบ ทั้งการแสดงที่ผาดโผน, การเต้นรำ และภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงพรสวรรค์แบบไดนามิก ของราชาเพลงป๊อบระดับโลก “ไมเคิล แจ็กสัน” พร้อมแสง สี เสียงสุดตระการตา

Blue Man Group โดยโชว์นี้จะเป็นแนว Comedy และ Family ที่พาครอบครัวมาดูได้ทุกเพศทุกวัยเข้าใจง่าย โดยหลายๆคนอาจจะเห็นผ่านๆจาก TV ที่ให้คนมาทาสีน้ำเงิน ทั้งตัวตีกลอง และแสดงโชว์ต่างๆโดยหากภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงก็สามารถดูเข้าใจได้ง่ายๆShow จากค่ายเซิร์ก ดู โซเลล์ (Cirque Du Soleil) ที่โรงแรมเบลาจิโอ โชว์นี้ถือว่าเป็นสุดยอดโชว์ของคณะ Cirque Du Soieil การโชว์ของคณะ Cirque Du Soieil เป็นการโชว์ผสมผสานระบำใต้น้ำ จินตลีลา บัลเลต์ ยิมนาสติก เข้าด้วยกัน แล้วเวทีที่ใช้โชว์อลังการมาก สลับฉากได้อย่างแยบยลระหว่างเวที และสระน้ำ

KÀ Show จากค่ายเซิร์ก ดู โซเลล์ (Cirque Du Soleil) ที่โรงแรม MGM Grand เป็นการแสดงเกี่ยวกับความน่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยเวทีที่มีขนาดหนึ่งส่วนสี่ของสนามฟุตบอล ที่สามารถยกขึ้นสู่ในแนวตั้งหมุนไปรอบๆ และเปลี่ยนแปลงได้สิ่งหนึ่งที่เซิร์กทำได้ดีสำหรับโชว์นี้คือการผสมผสานศิลปะและเทคโนโลยีเข้าด้วยกันและนำเสนอภาพที่แตกต่างจาก สิ่งที่คุณเคยเห็นมาก่อน

Zumanity โดย Show นี้จะเป็นแนว Sensual และ Sexy ทั้งจากนักแสดงหญิงและชาย และเน้นโชว์ผาดโผนรวมถึงตลกแทรกตลอดเวลา โดยจัดแสดงที่โรงแรม New York, New York จากค่ายเซิร์ก ดู โซเลล์ (Cirque Du Soleil) นั่นเอง โดยเป็นโชว์ที่ถือได้ว่ามีครบรส สนุกสนาน และคุ้มค่าตั๋ว และเหมาะแก่การไปดูเป็นคู่ๆ

ลาสเวกัส พรีเมียม เอ้าท์เล็ต (Las Vegas Premium Outlets)

มาเริ่มกันที่ outlet เด็ดๆ อย่าง Las Vegas North Premium Outlets อยู่บนถนน South Grand Central Parkway เลยออกจากย่านฮิตอย่างถนนสตริปไปสักหน่อย ถ้าขับรถไปจะสะดวก ที่สุด แต่ก็สามารถนั่งรถประจำทางไปได้ที่นี่เป็นแบบ open-air ถ้าวันไหนอากาศไม่ดีอาจเดิน ช้อปปิ้งได้ลำบากสักหน่อย แต่หากวันไหนอากาศดีคุณจะได้เดินช้อปเพลินจนลืมเวลาเลยทีเดียว เพราะมีแบรนด์ชั้นนำให้เลือกซื้อกว่า 175 แบรนด์ดังถ้าใครพักอยู่บนถนน Las Vegas Boulevard และไม่อยากไปไกลนัก ก็มี outlet ให้ช้อป เพลินๆ เช่นกัน คือที่ Las Vegas South Premium Outlets อยู่บนถนน Las Vegas Boulevard South ห่างจากย่านถนนสตริป (Strip) ไม่กี่นาที ร้านค้าและแบรนด์ที่มีจำหน่ายใน outlet ทั้งสองแห่งจะไม่แตกต่างกันนัก แต่ที่ South จะมีขนาดเล็กกว่าและมีร้านน้อยกว่า

ทาวน์สแควร์ (Town Square)

ช้อปปิ้งมอลล์ที่แรกในลาสเวกัส เป็นแบบ open-air ให้คุณได้เดินชิลแบบสบายๆตั้งอยู่ไม่ไกล จากลาสเวกัส พรีเมียม เอ้าท์เล็ต (Las Vegas South Premium Outlets) ที่นี่เป็นแหล่งพบปะกันของเด็กวัยรุ่นในลาสเวกัสเพราะมีแบรนด์ให้ช้อปอย่างจุใจทั้ง H&M, Sephra, Abercrombie, Juicy Couture, Apple, Steve Madden แล้วยังมี ร้านอาหารและโรงหนังอีกด้วย และอีกแห่ง ที่อยากแนะนำคือ Fashtion Show อยู่ตรงข้ามกับ โรงแรม Wynn ที่นี่มีห้างดังรวมอยู่ในที่เดียว ทั้ง Macy's , Nordstorm , Dillard's และ Neiman Marcus

เกร็ดน่ารู้

ธุรกิจและเวลาทำการในลาสเวกัส

ธนาคาร  : วันจันทร์ถึงวันศุกร์ 9.00 น. - 16.00 น. 
ไปรษณีย์   : วันจันทร์ถึงวันศุกร์ 9.00 น. - 15.00 น. 
ห้างสรรพสินค้าและร้านค้า  : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 น. - 21.00 น. และบางแห่งปิดวันอาทิตย์ 
พิพิธภัณฑ์   : วันจันทร์ถึงวันศุกร์ 9.00 น. - 18.00 น. บางแห่งเปิดวันเสาร์และอาทิตย์ 
สำนักงานธุรกิจ   : วันจันทร์ถึงวันศุกร์ 9.00 น. - 18.00 น. 

ภาพบรรยากาศเป็นเพียงภาพประกอบเพื่อการประชาสัมพันธ์เท่านั้น

  • บริษัทขอสงวนสิทธ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลกการท่องเที่ยว ตามสถานการณ์เพื่อความเหมาะสม
  • การจัดรายการหรือกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกกรณี ไม่ใช่ส่วนใดส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจแอมเวย์ ฉะนั้นการพิจารณารางวัลสำหรับกิจกรรมส่งเสริมการขาย อยู่ในดุลพินิจของบริษัทฯ
  • ผู้ที่จะได้รับรางวัลในกิจกรรมส่งเสริมการขายแต่ละกิจกรรม จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขจรรยาบรรณ และระเบียบปฏิบัติของบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น