ย้อนเวลาส่องสถาปัตยกรรมแปลกตาในดินแดนสองอารยธรรม รอยต่อระหว่างวัฒนธรรมยุโรปผสานวัฒนธรรมแขกมัวร์

อันดาลูเซียแหล่งกำเนิดแนวดนตรี การเต้นระบำฟลามิงโก เเละมาทาดอร์ ทุกสิ่งล้วนสร้างเสน่ห์ที่น่าหลงใหลในเส้นทางประวัติศาสตร์ เเละวัฒนธรรมที่โดดเด่นของโลก


การสัมมนารับเชิญสองผู้สถาปนา 2564
ราชอาณจักรสเปนตอนใต้

ข้อมูลทั่วไป

general information

ราชอาณาจักรสเปน

ประเทศสเปน หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรสเปน ประเทศทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ตั้งอยู่บนคาบสมุทรไอบีเรียร่วมกับโปรตุเกส เเละอันดอร์รา

สเปน มีพรมแดนติดกับฝรั่งเศสทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวเทือกเขาพิรินี ชนชาติต่าง ๆ ได้เข้ามามีอิทธิพลในดินแดนที่เป็นประเทศสเปนตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น เคลต์ ไอบีเรียน โรมัน วิซิกอท เเละมัวร์ในยุคกลาง พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวมุสลิมเป็นเวลาอย่างน้อยห้าร้อยปี ชาวมัวร์ยังคงหลงเหลืออยู่ในคาบสมุทรไอบีเรีย

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1492 (พ.ศ. 2035) ซึ่งเป็นปีที่ราชอาณาจักรกัสติยา เเละอารากอนสามารถขับไล่ชาวมัวร์ออกไปได้สำเร็จหลังจากเกิดกระบวนการพิชิตดินแดนคืนที่ยาวนานถึง 770 ปี เเละในปีเดียวกัน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสยังได้ค้นพบโลกใหม่ นำไปสู่การกำเนิดจักรวรรดิสเปนที่แผ่ขยายไปทั่วโลก สเปนกลายเป็นประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดในยุโรปขณะนั้น แต่สงครามที่มีอย่างต่อเนื่อง เเละปัญหาอื่น ๆ ก็ทำให้ความยิ่งใหญ่ของประเทศลดลงไป

เทือกเขาพิรินี
Pyrenees

ประเทศสเปนเป็นประเทศที่ในแต่ละปีนักท่องเที่ยวนิยมไปเป็นจำนวนมาก ก็เพราะว่าประเทศนี้ได้มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามไม่ว่าเป็นเมืองต่างๆ ซึ่งจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ทางธรรมชาติ หรือสโมสรฟุตบอล เเละนอกจากนี้เสน่ห์ของประเทศนี้ยังอยู่ที่การแข่งขันมาทาดอร์

ซึ่งเป็นกีฬาที่นักมาทาดอร์ต้องต่อสู้กับวัวกระทิง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่กลายมาเป็นเอกลักษณของความเป็นสเปนจนทุกวันนี้

แขกมัวร์
Moors
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส
Christopher Columbus
การแข่งขันมาทาดอร์
matadors

ภูมิประเทศ

ทิศเหนือ

จรดทะเลกันตาบริโก ราชรัฐอันดอร์รา เเละประเทศฝรั่งเศส

ทิศตะวันออก

จรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ทิศใต้

จรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ช่องแคบยิบรอลต้า เเละมหาสมุทรแอตแลนติก

ทิศตะวันตก

จรดประเทศโปรตุเกส เเละมหาสมุทรแอตแลนติก

ภูมิอากาศดินแดนสเปนตอนใต้

ประเทศสเปนตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น แต่เนื่องจากลักษณะของภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูงๆ ต่ำๆ อากาศของภูมิภาคต่างๆ จึงมีลักษณะแตกต่างกันไปตามสภาพของภูมิประเทศ ทำให้ภาคใต้ของสเปน สภาพอากาศแห้ง ฝนตกน้อย ในฤดูร้อนอากาศร้อนจัด แต่ในฤดูหนาวไม่หนาวจัด

เวลา

ประเทศสเปน เวลาจะช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 5 ชั่วโมง ในช่วงฤดูร้อน (Daylight Saving time) เเละเวลาจะช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมงในช่วงฤดูหนาว

ในช่วงหน้าร้อนนั้นกลางวันจะยาว พระอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่ก่อน 6 โมง เเละตกประมาณ 2 ทุ่ม ส่วนในหน้าหนาวนั้นพระอาทิตย์ขึ้นหลัง 6 โมงเช้า เเละตกประมาณ 6 โมงเย็น

ภาษาราชการ

ภาษาสเปน

ศาสนา

ร้อยละ 75 ของประชากรทั้งหมดนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ส่วนที่เหลือจะนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปแตสแตนท์ เเละศาสนาอิสลาม

การปกครอง

ระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เงินตราประเทศ

ใช้สกุลเงิน ยูโร (€) (EUR)

ระบบไฟฟ้า

สเปนใช้ระบบไฟฟ้า 230 V, 50 Hz เหมือนประเทศไทย แต่ปลั๊กไฟจะเป็นแบบมีหัวกลมคู่กับคลิปสำหรับกราวด์ 1 ด้าน

*หากนำอุปกรณ์ไฟฟ้าจากประเทศไทยไปใช้ที่นั่นควรเตรียม Universal Adapter (หัวแปลงปลั๊กไฟ) ไปด้วย

ระบบน้ำประปา

น้ำประปาที่สเปนสามารถดื่มจากก๊อกน้ำได้

แคว้นอันดาลูเซีย (Andalucía)

เมืองหลวงชื่อว่า เซบียา หรือ เซวิลล์ (สเปน: Sevilla; อังกฤษ: Seville) เป็นแคว้นที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง เเละมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในจำนวนแคว้นปกครองตนเอง 17 แห่งที่ประกอบขึ้นเป็นประเทศสเปน

เซบียา (Sevilla)

มีนักท่องเที่ยวมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาในยุโรปเพื่อมาท่องเที่ยวชมความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีอยู่มากมายหลายเเห่งด้วยกัน เเละเเต่ละประเทศในยุโรปนั้นก็มีความงดงามของสถาปัตยกรรม เเละวิถีชีวิตของผู้คนที่ไม่เหมือนกัน

เซบียา
Sevilla

โดยประเทศทางตอนใต้ของยุโรปอย่างสเปนนั้น นับได้ว่ามีความสวยงาม เเละน่าสนใจมาเที่ยวชมอย่างมาก เเละสำหรับแหล่งท่องเที่ยวอีกหนึ่งเมืองที่น่ามาเที่ยวชม นอกจากเมืองใหญ่อย่างมาดริดที่เป็นเมืองหลวง เเละบาร์เซโลนา เเล้ว ก็เห็นจะเป็นเมืองเก่าเเก่อย่าง เซบียา ที่มีความสวยงาม เเละน่าจะมาเที่ยวชมซักครั้งหากมีโอกาส เพราะเมืองเเห่งนี้มีเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวข้องกับนักเดินเรือที่ยิ่งใหญ่ของโลกอย่างคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เเละมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่สวยงาม เเละน่าจะสร้างความประทับใจได้อย่างเเน่นอน

เซบียา (Sevilla) เป็นเมืองเก่าเเก่ทางตอนใต้ของสเปน บนฝั่งเเม่น้ำกวาดัลกีวีร์ โดยในอดีตนั้นมีชื่อเรียกว่า เซบียาโนส เป็นเมืองหลวงของแคว้นปกครองตนเองอันดาลูเซีย ซึ่งในปัจจุบันนั้นกลายมาเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เเละวัฒนธรรมที่สำคัญของสเปนทางตอนใต้ เพราะด้วยพรมเเดนที่อยู่ติดกับทวีปแอฟริกาผ่านทางประเทศโมร็อกโกเเล้ว ที่นี่ก็นับได้ว่าเป็นตัวเเทนของสเปนชั้นดี เพราะหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่เป็นตัวเเทนของสเปนไม่ว่าจะเป็นเหล้าเชอรี่ชั้นดี วัวกระทิงที่เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญของสเปน รวมทั้งการเต้นระบำฟลามิงโกล้วนอยู่ที่เมืองนี้ เมืองที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของสเปน เเละมีทั้งสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามเเปลกตา เเละบ่งบอกถึงที่มาที่ไปทางประวัติศาสตร์ของเมือง รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีความสวยงาม เเละช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมอย่างมากเลยทีเดียว ทำให้เซบียาทุกวันนี้คึกคักไปด้วยบรรดานักท่องเที่ยวจากหลายๆ ชาติที่เข้ามาหาความเป็นสเปนอย่างเเท้จริงที่เมืองเก่าริมทะเลเเห่งนี้

พระนางอิซซาเบลลาที่ 1 กับพระเจ้าเฟอร์ดินาน
Isabel I de Castilla , Fernando II de Aragón

จะว่าไปเเล้วเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากมายกว่าหนึ่งล้านกว่าคนอย่างเซบียานั้น เคยผ่านการเเย่งชิง เเละการครอบครองของหลายชาติอย่างมาก เพราะภูมิประเทศที่อยู่ในส่วนของรอยต่อระหว่างวัฒนธรรมยุโรป เเละเเอฟริกา ทำให้ที่นี่เคยถูกปกครองด้วยชนชาติแอฟริกา หรือจะเป็นชนชาติที่เข้มเเข็งของโลกยุคโบราณอย่างโรมันรวมทั้งวิสิโกธ เเละอาหรับอีกด้วย ก่อนที่พระนางอิซซาเบลลาที่ 1 กับพระเจ้าเฟอร์ดินานจะยกกองทัพเข้ามาโจมตี เเละยึดครองเซบียาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสเปนในปี ค.ศ.1448

ซึ่งทำให้เมืองเเห่งนี้ทิ้งร่องรอยเเห่ วัฒนธรรมของผู้ปกครองในเเต่ละยุคสมัยเอาไว้ จนมันช่างดูกลมกลืน เเละมีความสวยงามอย่างมากของงานสถาปัตยกรรม เเละสร้างความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองเเห่งนี้ โดยเซบียานั้นอยู่ห่างจากกรุงมาดริดไปทางตอนใต้เป็นระยะทางประมาณ 530 กิโลเมตร

มหาวิหารประจำเมือง
Catedral de Sevilla
หอระฆัง
Giralda Tower

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองเซบียา (Sevilla) สถานที่ไฮไลท์ที่ใครมาเเล้วจะต้องไม่พลาดในการมาเที่ยวชมก็คือ มหาวิหารประจำเมือง (Cathedral de Sevilla) ซึ่งเเต่เดิมนั้นวิหารคริสต์เเห่งนี้เคยใช้เป็นมัสยิดมาก่อน อย่างที่ได้กล่าวไปเเล้วเมืองเเห่งนี้เปลี่ยนผู้ปกครองมาหลายชนชาติ ก่อนที่ชาวคริสต์จะเข้าครอบครอง เเละสร้างโบสถ์ขนาดใหญ่ขึ้นมาโดยมี หอระฆัง Giralda ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก เพราะว่ามันมีสถาปัตยกรรมในเเบบอาหรับที่ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงทุกวันนี้

โดยจากการที่มีการสร้างต่อเติมกันหลายต่อหลายครั้งทำให้ที่นี่กลายมาเป็นมหาวิหารเเบบโกธิคที่มีขนาดใหญ่อย่างมากเรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เเละได้รับการจัดอันดับว่าเป็นมหาวิหารที่มีความใหญ่โตโออ่าเป็นอันดับ 3 ในคริสตจักร โดยเป็นรองก็เพียงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่วาติกัน เเละมหาวิหารที่ลอนดอนเท่านั้นเอง เเละที่สำคัญนั้นที่นี่เป็นที่ฝังศพของยอดนักเดินเรือชื่อก้องโลกอย่างโคลัมบัสอีกด้วย ซึ่งภายในนั้นจะมีรูปปั้นของเขา พร้อมกับโมเดลเรือของเขาที่ใช้ในการค้นพบทวีปใหม่อย่างอเมริกา

ไหนๆ เมืองเซบียาก็เป็นสถานที่พักพิงเเหล่งสุดท้ายของยอดนักเดินเรือของโลกเเล้ว เราจะมาทำความรู้จักกับ โคลัมบัสกันซักหน่อย โดยเขามีชื่อเต็มๆ ว่า “คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส” ในการเรียกเเบบภาษาอังกฤษ เเต่สำหรับสเปนเเล้วจะเรียกว่า “กริสโตบัล โกลอน” หรือ “คริสโตโฟรุส โกลุมบุส” เขาเกิดในปี ค.ศ.1451 ที่เมืองเจนัวในอิตาลี ด้วยความที่เกิดเมืองริมทะเลอย่างเจนัวทำให้เขามีทักษะของนักเดินเรืออย่างสมบูรณ์ทั้งการเดินเรือ การดูเเผนที่ เเละการสำรวจ เขาเฝ้าฝันอยากจะเดินทางออกทะเลไปสู่โลกกว้างที่ไม่มีใครเคยไปมาก่อน เเละหนังสือการเดินทางของ มาร์โค โปโล ก็เหมือนกับจุดประกายความฝันให้กับเขาในการวางเเผนการเดินทางไปสู่อินเดียให้จงได้ เขาพยายามวางเเผนการเดินทางในยุคที่ใครๆ ก็คิดว่าโลกยังเเบน เขาได้นำโครงการเดินเรือสำรวจไปเสนอต่อราชสำนักโปรตุเกส เพื่อขอทุนสนับสนุนในการเดินทาง เเต่ก็โดนปฎิเสธเพราะมันดูเพ้อฝันจนเกินไป เเละนั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของโปรตุเกสก่อนที่ราชสำนักสเปนจะให้การสนับสนุนเขาในการสร้างกองเรือเพื่ออกสำรวจเเผ่นดินใหม่ในสมัยของพระเจ้าเฟอร์ดินานที่ 5 เเละสมเด็จพระราชินีนาถอิซาเบลลาที่ 1 เเละการเดินทางออกทะเลครั้งเเรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1492

คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส
Christopher Columbus

โดยเขาตั้งใจจะไปพบกับหมู่เกาะญี่ปุ่น เเต่ดันไปอีกทางจนไปพบกับหมู่เกาะบาฮามาส เเละตั้งชื่อมันว่า ซานซัลบาดอร์ เเละอเมริกา เเล้วประกาศให้ดินเเดนเหล่านั้นเป็นอาณานิคมของสเปน เขากลับมาสเปนอย่างยิ่งใหญ่ในเรื่องของการค้นพบทวีปใหม่ เเละเเผ่ขยายอิทธิพลทางทะเลให้กับสเปน จนสามารถออกเรือสำรวจได้อีกสามครั้งถัดมา ซึ่งทำให้ค้นพบหมู่เกาะเกรตเตอร์แอนทิลลีส เเละเลสเซอร์แอนทิลลีส รวมทั้งชายฝั่งทะเลแคริบเบียนของเวเนซุเอลา เเละทวีปอเมริกากลาง เเต่จนเเล้วจนรอดก็ไม่ค้นพบดินเเดนเเห่งเครื่องเทศ เเละทองคำตามที่ตั้งใจไว้เสียที เขาต้องโดนราชสำนักปฎิเสธการออกเดินเรือครั้งที่ 4 ทำให้ต้องจบชีวิตลงอย่างเดียวดายในไร่ที่เมืองเซบียาเเห่งนี้ ปิดตำนานนักเดินเรือที่ยิ่งใหญ่

หมู่เกาะบาฮามาส
The Islands of the Bahamas
พระราชวังที่มีศิลปะในเเบบอาหรับ
Alcázar
หอคอยริมเเม่น้ำกวาดัลกีวีร
Torre de Oro

นอกจากนี้เเล้วที่เมืองเซบียายังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมายหลายเเห่งด้วยกันทั้งในส่วนของ พระราชวังที่มีศิลปะในเเบบอาหรับอย่าง Alcázar ที่ว่ากันว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป เเละยังสามารถใช้งานได้ปกติทั้งหมดอีกด้วย อีกทั้งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ถือว่าเป็นเเหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาเที่ยวชมกันอย่างมากมายในเเต่ละวัน

นอกจากนี้เเล้วก็ยังมีหอคอยที่ตั้งอยู่ริมเเม่น้ำกวาดัลกีวีร์อย่าง Torre de Oro ที่มีความสวยงามโดดเด่นด้วยสีทองเมื่อเเสงตกกระทบเเล้วจะเกิดเป็นภาพที่สวยงาม เเถมยังเป็นหนึ่งในเเลนด์มาร์คของเมืองเซบียา นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถชมวิวที่เเสนจะสวยงามของเมืองเซบียา เเละท้องทะเลได้อย่างทั่วถึง เเละมันก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย แล้วเมื่อเดินออกมาจากพระราชวัง Alcázar ก็จะพบกับลานกว้างๆ ที่มีความสวยงาม เเละเเสดงถึงความเก่าเเก่ โดยที่นี่จะเชื่อมต่อไปยังมหาวิหารประจำเมือง เเละจะมีรถม้าไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน

สนามสู้วัวกระทิง
Plaza de Toros Monumental

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม เเละน่าสนใจอีกเเห่งของเมืองเซบียาก็น่าจะเป็นสนามสู้วัวกระทิง ที่มีความเก่าเเก่ เเละก็ยังเปิดทำการสู้วัวกระทิงอยู่ เเม้จะได้รับการร้องเรียนจากบรรดาผู้รักสัตว์ทั้งหลายเเล้วก็ตามโดยที่สนามด้านหน้านั้นจะมีรูปปั้นของทั้งมาทาดอร์ที่มีชื่อเสียงในอดีตหลายต่อหลายคน เเละรูปวัวกระทิง โดยการสู้วัวกระทิงของสเปนนั้นเปรียบเหมือนศิลปะอย่างหนึ่งที่มีความสวยงาม เเละความเเข็งเเกร่งอยู่ภายในตัว

จัตุรัสใจกลางเมือง
Plaza de España

เเละสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญอีกเเห่งของเมืองเซบียาก็เห็นจะเป็นในส่วนของPlaza de España ซึ่งเป็นจัตุรัสใจกลางเมือง ที่ในเมืองสำคัญของสเปนเเทบจะทุกเมืองจะมีจตุรัสเเห่งนี้ตั้งอยู่ โดยเป็นจัตุรัสที่มีความเก่าเเก่สวยงาม เเละมีความสง่างามเป็นอย่างมากเลยทีเดียว โดยที่นี่เป็นจุดที่ชาวเซบียามาทำกิจกรรมต่างๆ กันอย่างมากมาย เเละที่สำคัญที่สุดก็คือบริเวณจัตุรัสเเห่งนี้นั้นเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องสตาร์วอร์มาหลายภาคเเล้วด้วย นับว่าเป็นอีกหนึ่งในการย้อนรอยภาพยนตร์ชื่อดังเลยก็ว่าได้

ระบำฟลามิงโก
flamenco dance

สำหรับการเเสดงขึ้นชื่อเมื่อคุณมาเที่ยวเมืองเซบียาเเล้วจะพลาดมาชมไม่ได้เลยก็คือ ระบำฟลามิงโก ซึ่งเป็นการเเสดงประจำชาติอีกอย่างของสเปน โดยการเเสดงเเบบนี้นั้นผู้หญิงจะสวมชุดกระโปรงยาวที่มีลักษณะเป็นพุ่มๆ บานๆ เเละออกมาเต้นย่ำเท้าแรงๆ เป็นจังหวะที่รับกับการร้อง เเละเสียงกีตาร์สเปนที่สร้างความคึกครื้นสนุกสนานเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นอีกไฮไลท์ของเมืองเซบียาที่ไม่ควรพลาดหากมีโอกาสมาเที่ยวเมืองนี้

สถานที่น่าสนใจรอบเมืองเซบียา

เมืองกอร์โดบา (Cordoba)

เมืองมรดกโลกที่ครั้งหนึ่งในอดีตมีความรุ่งเรืองถึงขั้นเป็นเมืองแห่งการปกครองของโลกตะวันตก เป็นอีกเมืองหนึ่งของสเปนที่มีศิลปะของชาวมัวร์โบราณ เเละสุเหร่าที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง

กอร์ดูบา
(Corduba)

เมืองมรดกโลก เมืองมรดกโลกที่ครั้งหนึ่งในอดีตมีความรุ่งเรืองถึงขั้นเป็นเมืองแห่งการปกครองของโลกตะวันตก เป็นอีกเมืองหนึ่งของสเปนที่มีศิลปะของชาวมัวร์โบราณ เเละสุเหร่าที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง  กอร์โดบาก่อตั้งขึ้นในสมัยโรมันโบราณในชื่อ กอร์ดูบา (Corduba) เมืองเก่ายังคงมีสถาปัตยกรรมน่าประทับใจหลายแห่งที่ย้อนไปเมื่อครั้งเมืองนี้เป็นเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรกาหลิบแห่งกอร์โดบาของชาวมุสลิม ชาวมุสลิมเคยปกครองพื้นที่เกือบทั้งหมดในคาบสมุทรไอบีเรียประมาณกันว่าเมืองกอร์โดบา ซึ่งมีประชากรถึง 500,000 คนในคริสต์ศตวรรษที่ 10 เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลกรองจากคอนสแตนติโนเปิล

The Mosque–Cathedral of Córdoba มหาวิหาร เเละอดีตมัสยิดใหญ่แห่งกอร์โดบา สิ่งปลูกสร้างที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่สำคัญ เเละเป็นหนึ่งในมรดกโลก ตั้งอยู่ที่ประเทศสเปน ในเริ่มแรกสถาปัตยกรรมนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นมหาวิหารคาทอลิก

มหาวิหาร เเละอดีตมัสยิดใหญ่แห่งกอร์โดบา
The Mosque–Cathedral of Córdoba
The Catholic Basilica of Saint Vincent of Lérins

The Catholic Basilica of Saint Vincent of Lérins ในปี ค.ศ.711 สเปนถูกรุกรานโดยชาวมุสลิมบนคาบสมุทรไอบีเรีย มหาวิหารจึงถูกเปลี่ยนเป็นครึ่งโบสถ์ครึ่งมัสยิด ต่อมาได้ถูกปรับเปลี่ยนกลายเป็นมัสยิดแห่งกอร์โดบาเข้ามาแทนที่โดยการซื้อของประมุขอับดุลเลาะห์ the Emir 'Abd al-Rahman ซึ่งมัสยิดแห่งนี้ถือได้ว่าแสดงถึงความยิ่งใหญ่ เเละเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรกาหลิบแห่งกอร์โดบา เเละถือได้ว่าใหญ่เป็นอันดับสองของเหล่ามัสยิดระดับโลกเลยทีเดียว

ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ กิบลัต ทิศที่ชาวมุสลิมหันหน้าไปยามละหมาด เเละขอดุอาอ์นั้นไม่ได้ชี้ไปยังทิศของนครมักกะฮ์แต่ว่าชี้ไปยัง 51 องศาทางใต้ของทิศที่เป็นที่ตั้งนครมักกะฮ์ เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าที่ตั้งที่ติดกับแม่น้ำกวาดัลกีบีร์ จึงไม่สามารถทำการขยายการก่อสร้างออกไปทางทิศใต้ได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วชาวสเปนได้ยึดครองมัสยิดแห่งนี้กลับมาเป็นมหาวิหารดังเดิม ในปีค.ศ.1236 กลายเป็นโบสถ์ที่มีความผสมผสานจากศิลปะหลายรูปแบบรวมถึงยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาอีกด้วย เเละมัสยิดกอร์โดบาก็ได้กลายสภาพมาเป็นโบสถ์ตามคำสั่งของมุขนายก โลเป เด ฟีเตโร (มุขนายกคนแรกของมหาวิหารกอร์โดบา)

ประมุขอับดุลเลาะห์
the Emir 'Abd al-Rahman
กิบลัต
Qiblas
In 1236 Córdoba
King Ferdinand III
รูปแบบปลาเตเรสโก
Plateresco STYLE

ในปี ค.ศ. 1523 เริ่มการก่อสร้างโบสถ์ในส่วนกลางของมัสยิดโดยใช้รูปแบบปลาเตเรสโก (Plateresco) ในภาษาสเปน "ปลาตา" (plata) หมายถึงแร่เงิน ส่วนคำว่า "ปลาเตเรสโก" ต้องการสื่อถึงตามวิถีทางของช่างเงิน มหาวิหารกอร์โดบาถือได้ว่ามีความสำคัญมากต่อกอร์โดบา เเละสถาปัตยกรรมอัลอันดะลุสเช่นเดียวกับอาลัมบรา (Alhambra) สถานที่แห่งนี้จึงน่ามาท่องเที่ยวเพื่อชมความยิ่งใหญ่ เเละความน่าสนใจของประวัติศาสตร์ ซึ่งสิ่งโดดเด่นภายในก็คือรูปโค้งแถบแดงที่สวยงามแปลกตานั่นเอง

เมืองกรานาด้า (Granada)

ตั้งอยู่ตีนเทือกเขาเซียร์ราเนวาดา (Sierra Nevada Mountains) ตรงบริเวณที่แม่น้ำดาร์โร (Darro) เเละ แม่น้ำเฮนิล (Genil) มาบรรจบกัน

มหาวิทยาลัยกรานาด้า
University of Granada

ส่วนตัวเมืองนั้นตั้งอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 738 เมตร จากระดับน้ำทะเล จังหวัดกรานาด้าอยู่ใน แคว้นปกครองตนเองอันดาลูเซีย ของประเทศสเปน

นอกจากนี้แล้วเมืองกรานาด้ายังเป็นที่รู้จักกันดีในสเปน เนื่องจากเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยกรานาด้าอันทรงเกียรติ รวมทั้งสีสันของชีวิตในยามกลางคืน ซึ่งจริงๆ แล้วกล่าวกันว่าเมืองนี้เป็นหนึ่งในสามเมืองที่ดีที่สุดสำหรับเหล่านักศึกษา (อีกสองเมืองคือซาลามังกา เเละซานตีอาโกเดกอมโปสเตลา)

สำหรับเสน่ห์ของเมืองกรานาด้านั้น แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของเมือง โดยเฉพาะป้อมปราการ เเละพระราชวังอาลัมบรา (Alhambra) พระราชวังแขกมัวร์ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เเละถือว่าเป็นพระราชวังเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในทวีปยุโรป ปัจจุบันป้อมปราการ เเละพระราชวังอาลัมบราเป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของมรดกทางประวัติศาสตร์ของมุสลิม ยิว เเละคริสต์ เเละยังทำให้เมืองนี้เป็นจุดสนใจในบรรดาเมืองท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของสเปนเป็นอย่างมาก

ป้อมปราการ เเละพระราชวังอาลัมบรา
Alhambra of Granada
อนุเสาวรีย์ของอิบน์ รุชด์ ที่กอร์โดบา
Averroes

พระราชวังอาลัมบรานี้สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1248-1354 โดยกษัตริย์มุสลิมชาวมัวร์ สุลต่านมุฮัมมัดที่ 1 อิบน์ นัสร์แห่งราชวงศ์นาสริด ซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวมุสลิมราชวงศ์สุดท้ายในสเปน คำว่า"อาลัมบรา" มาจากคำในภาษาอาหรับว่า "อัลฮัมรออ์" (Al-Ḥamrā) แปลว่า "(สิ่ง) ที่มีสีแดง" เนื่องจากตัวป้อมปราการนั้นก่อสร้างด้วยหิน ดิน เเละอิฐสีแดง ส่วนอาคารอื่นๆ

ซึ่งสร้างโดยใช้ปูนขาวเป็นส่วนประกอบก็จะเห็นเป็นสีออกแดงๆ เช่นกัน สถาปัตยกรรมของพระราชวังอาลัมบรามีความโดดเด่นด้วยลายแกะสลักอย่างละเอียด เเละประณีต ทั้งผนัง เสา เพดาน โค้งซุ้มประตูต่างๆ ล้วนแกะสลักอย่างละเอียด นับเป็นงานศิลป์ชั้นยอดของชาวมัวร์ในยุคนั้น

นอกจากชื่อเสียงในเรื่องโบราณสถานที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองแล้วนั้นดูเหมือนกิจกรรมท่องเที่ยวอีกหนึ่งอย่างที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากก็คือ การไปเดินช้อปปิ้งในย่านสตรีทมาร์เก็ต (Street Markets) หรือ Flea Market ซึ่งเปิดทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00-15.00 น. สินค้าส่วนใหญ่จะเน้นแนวสินค้าพื้นเมือง อันได้แก่ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ภาพวาด เฟอร์นิเจอร์เก่า รวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก็สามารถหาซื้อได้ที่ตลาดแห่งนี้

ย่านสตรีทมาร์เก็ต
Street Markets or Flea Market

เมืองมาลากา (Malaga)

มาลากา เมืองชายทะเลที่มีสีสัมมากในแคว้นอันดาลูเซีย เป็นบ้านเกิดของจิตรกรชื่อก้องโลกปิกัสโซ่ ทำให้เปี่ยมไปด้วยขนบธรรมเนียม พลังงาน เเละความลุ่มหลงจักรวรรดิฟินิเชีย โรมัน มัวร์ เเละคริสเตียน ต่างประทับร่องรอยทิ้งไว้ในมหานครอันจอแจแห่งนี้ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับที่หกของสเปน

ปิกัสโซ่
Pablo Picasso

เมืองนี้ก็จัดว่าเป็นหนึ่งในหัวเมืองที่สำคัญมากที่สุดเมืองหนึ่งของยุโรปตั้งแต่สมัยโบราณ ก่อตั้งโดยชาวฟินิเซียน ต่อมาโรมันเข้ามาครอบครอง ต่อมาก็เป็นพวกแขกมัวร์ แล้วก็กลับมาสู่การครอบครองของชาวคริสต์ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรมของเมืองนี้จะเป็นแบบผสมผสาน ทั้งแบบแขก แบบโรมัน แบบคริสต์

หากลองได้สำรวจตามถนนหนทางอันลดเลี้ยวในย่านเมืองเก่าของมาลากาผ่านสวน Paseo del Parque ที่มีต้นปาล์มเรียงรายสู่โบราณสถานที่ล้ำค่าของมาลากา เเละวิหารมาลากาอันสำคัญ เยือนป้อมปราการ Alcazaba เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์มัวร์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 บนหุบเขาใจกลางเมืองมาลากา ซึ่งสามารถมองเห็นวิวรอบๆ เมือง ได้อย่างสวยงาม สามารถเดินตามทางต่อไปสู่สถานที่สำคัญอย่าง ปราสาท Castillo de Gibralfaro เป็นปราสาทสไตล์มัวร์อีก 1 แห่งในมาลากา ซึ่งสามารถเห็นเมืองได้อย่างสวยงามรวมถึงพื้นที่โดยรอบที่มอบวิวเหนือทะเลอัลโบรันซึ่งเปิดไปสู่โมร็อกโก

สวน
Paseo del Parque
บ้านเกิดของปีกัสโซ
Casa Natal Picasso

เมืองชายทะเลแห่งนี้จัดได้ว่าเป็นเมืองที่คึกคักมากเมืองหนึ่งเพราะมีท่าเรือพาณิชย์เป็นที่จอดเรือเดินสมุทรทั้งหลายอยู่ห่างจากช่องแคบยิบรอลต้าประมาณ 100 กิโลเมตรเท่านั้น เนื่องจากเป็นชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทำให้เมืองท่าเรือแห่งนี้มีแสงแดดเกือบตลอดปี ฤดูร้อนทางตอนใต้ของสเปนอาจมีอากาศร้อนจัด แต่ก็มีอาหารรสเลิศ เช่น อาโดโบ (ปลาหมักซอสไวน์) กัซปาโช (ซุปมะเขือเทศเย็น) หรือเปสไคโต ฟรีโต (ปลาทอด)

สำหรับเที่ยวชม เเละเยี่ยมเยือนสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีอยู่มากมายในตัวเมืองไม่ว่าจะเป็นบ้านเกิดของปีกัสโซ (Casa Natal Picasso) ที่อยู่ในจัตุรัส Merced ตลอดจน พิพิธภัณฑ์ปีกัสโซมาลากาที่อยู่ไม่ไกล

อาโดโบ (ปลาหมักซอสไวน์)
adobo
กัซปาโช (ซุปมะเขือเทศเย็น)
Gazpacho
เปสไคโต ฟรีโต (ปลาทอด)
Pescaito Frito
งานเทศกาล
Semana Santa / Feria de Málaga

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นมากกว่า 30 แห่งจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ เเละประวัติศาสตร์ ทั้งยังมีการแสดงสำหรับผู้ชมทั่วไปบ่อยครั้งอีกด้วย ยามบ่ายแก่ๆ ศิลปะรูปปั้น "มีชีวิต" แนวสตรีทอาร์ตจะมอบความบันเทิงให้แก่ผู้ชนตามถนนสาย ช้อปปิ้ง เเละลานต่างๆ งานเทศกาลมากมายรวมถึง Semana Santa ในวันอีสเตอร์ เเละ Feria de Málaga ในเดือนสิงหาคม

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับสเปน

Spain Tips

การทักทายแบบแก้มชนแก้ม

ชาวสเปนมักจะพูดเสียงดัง ชอบหัวเราะ ชอบพูดคุย เเละชอบคุยไปจับตัวคู่สนทนาไป

มีการทักทายแบบแก้มชนแก้ม โดยจะเริ่มจากด้านซ้าย เเละไปด้านขวา

ชาวสเปนรับประทานอาหารสายมาก หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เเละเป็นประเพณีที่จะให้เงินค่าบริการ (tip) ในอัตราร้อยละ 5-7 ของค่าอาหารตามภัตตาคาร เเละอาหารที่ซุปเปอร์มาเก็ตจะราคาไม่แพง

ชาวสเปนจะไม่ค่อยรีบร้อน เเละคำว่าช่วงบ่ายของคนสเปนส่วนใหญ่จะหมายถึงตั้งแต่ 16.00 น.เป็นต้นไป เเละอาจล่วงเลยไปจนถึงตอนค่ำ ช่วงเวลาการทำงานของคนสเปน เเละเวลาเปิดทำการของร้านค้าคือ 10.00 – 14.00 น. เเละ 16.00 – 20.00 น. โดยรับประทานอาหารกลางวันตอน 14.00 น. เเละอาหารค่ำตอน 21.00 น.

ข้าวผัดสเปน หรือเปยา
Paella

อาหารประจำชาติสเปนได้แก่ข้าวผัดสเปน หรือเปยา (Paella) ซึ่งมีวิธีปรุงหลากหลาย เเละทานได้ทั้งในมื้อกลางวัน เเละเย็น โดยถือว่าเป็น pasta อย่างหนึ่ง ส่วนอาหารเช้าที่มีชื่อเสียงคือ Porras (คล้ายปาท่องโก๋) เเละ Churros (แป้งเส้นกลมใหญ่ทอดเป็นวง) สำหรับอาหารว่างได้แก่ Tapas (อาหารจิ้ม) ซึ่งมีหลายรูปแบบ

ชาวสเปนมักจะอาบน้ำแค่วันละ 1 ครั้ง เเละจะใส่รองเท้าในบ้าน เพราะไม่ใส่รองเท้าเขาถือว่าไม่สุภาพ

การทักทายแบบแก้มชนแก้ม

ระบำฟลามิโก มีกำเนิดจากนิทานพื้นบ้านของสเปนใต้ แล้วพัฒนาเป็นศิลปะที่มีรูปแบบซับซ้อน ทั้งเพลง ดนตรี เเละการเต้นรำ โดยเมื่อแรกอยู่ในหมู่คนยากไร้ในสังคม ความเป็นมาของระบำฟลามิงโกกล่าวกันหลายแบบ บ้างว่ามาจากชาวตาร์เตสซานที่อพยพมาจากแอฟริกาเมื่อ 400-600 ปีก่อนคริสตกาล บ้างก็ว่าพัฒนามาจากระบำยิปซี โดยผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นของสเปนเองโดยเฉพาะในแถบอันดาลูเซีย แต่ประการหลังน่าจะมีความน่าเชื่อถือกว่า

ในทศวรรษ 1760 ฟลามิโก เริ่มเป็นที่รู้จักในแถบกาดิซ เฆเรซ เเละเซบียา เเละในต้นศตวรรษที่ 19 ระบำฟลามิ โกก็เข้าสู่โรงละคร เเละผ่านไปสู่สถาบันการเต้นรำ ปัจจุบันสามารถชมการแสดงระบำฟลามิโกได้ตามภัตตาคารทั่วทั้งสเปนที่มีการแสดงนี้

ภาษาสเปน

ประเทศสเปนเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งทางศิลปวัฒนธรรม เเละมีชื่อเสียงไปทั่วโลก รวมทั้งการที่สเปนเคยเป็นเจ้าอาณานิคม ดังนั้นสเปนจึงมีความสนใจที่จะทำการเผยแพร่ เเละแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับประเทศที่เคยเป็นอาณานิคม หรือประเทศที่ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาหลัก เช่น ประเทศในลาตินอเมริกา เเละฟิลิปปินส์ เป็นต้น

นอกจากนี้คนสเปนยังเป็นผู้ที่ยึดมั่น เเละภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของประเทศตนในอดีตมาก ดังนั้นการติดต่อราชการ ธุรกิจการค้า เเละการศึกษาในระดับต่างๆ ในสเปนจึงยังคงต้องใช้ภาษาสเปนเป็นหลัก แม้ว่าจะมีการเพิ่มหลักสูตรสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนต่างๆ กันบ้างแล้วก็ตาม

ชายคนแรกที่ทำให้การสู้วัวเป็นอาชีพ
Matador Francisco Romero

การสู้วัวกระทิงมีมานานแล้วในประวัติศาสตร์สเปนเมื่อประมาณ 600 ปีก่อน ตระกูลชั้นสูงของสเปนจะมีหน้าที่ผสมพันธุ์วัว เเละนำมาสู้ต่อหน้ากษัตริย์ เเละขุนนาง ชายคนแรกที่ทำให้การสู้วัวเป็นอาชีพขึ้นมาคือ Francisco Romero เมื่อกลางศตวรรษที่ 18 แต่ผู้ที่ถือว่าเป็นบิดาแห่งการสู้วัวสมัยใหม่คือ Pedro Romero หลานชาย ในทศวรรษ 1830 ซึ่งได้ก่อตั้งโรงเรียนสู้วัวกระทิงขึ้นอย่างเป็นระบบการสู้วัวกระทิงอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 มีนาคม – 12 ตุลาคมของทุกปี โดยถือว่าเป็นศิลปะที่นำเอาสีสัน ความท้าทาย ประเพณี ความงาม ความกล้า เลือด เเละความตื่นเต้นเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ดีปัจจุบันมีเสียงคัดค้าน เเละขอให้ยกเลิกกีฬานี้จากผู้ที่เมตตาสัตว์มากขึ้น

ชาวสเปนไม่ค่อยชอบหมู

ชาวสเปนไม่ค่อยชอบหมู ดังนั้นเมื่อมีการมอบของที่ระลึกก็ไม่ควรนำรูปหรือตุ๊กตา หรือของที่ระลึกอื่นๆ ที่เป็นหมูให้แก่กัน

ภาพบรรยากาศเป็นเพียงภาพประกอบเพื่อการประชาสัมพันธ์เท่านั้น

  • บริษัทขอสงวนสิทธ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลกการท่องเที่ยว ตามสถานการณ์เพื่อความเหมาะสม
  • การจัดรายการหรือกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกกรณี ไม่ใช่ส่วนใดส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจแอมเวย์ ฉะนั้นการพิจารณารางวัลสำหรับกิจกรรมส่งเสริมการขาย อยู่ในดุลพินิจของบริษัทฯ
  • ผู้ที่จะได้รับรางวัลในกิจกรรมส่งเสริมการขายแต่ละกิจกรรม จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขจรรยาบรรณ และระเบียบปฏิบัติของบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น